จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร: ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้

Created
วันเสาร์, 25 กรกฎาคม 2569
Created by
น้ำผึ้ง หัสถีธรรม
Categories
บทความ
 

ท่ามกลางความตื่นตัวด้านสุขภาพ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่รุนแรงจาก "โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" หรือ NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทย ทั้งนี้สาเหตุ NCDs ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนหรือระบบบริการสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด เศรษฐกิจ และนโยบายของหน่วยงานนอกภาคสุขภาพด้วย ข้อมูลจากเวทีวิชาการ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร : ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ที่จัดโดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนจากสสส. สะท้อนข้อมูลความล้มเหลวเชิงโครงสร้างระบบการดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพที่รัฐปล่อยให้สารพิษตกค้างกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามความมั่นคงทางอาหารของคนไทยทุกคน

สารพิษค็อกเทล: ภัยเงียบที่ทำลายระยะปลอดภัยของชีวิต

เภสัชกร รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะเภสัชศาสตร์ ม.ขอนแก่น ชี้ให้เห็นว่า สารกำจัดศัตรูพืชไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มาในรูปแบบ "สารพิษค็อกเทล" การได้รับสารหลายชนิดพร้อมกันทำให้อันตรายทวีคูณ เปรียบเสมือนการขับรถด้วยความเร็วสูง ที่ระยะปลอดภัยเบรกแคบลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ร่างกายได้ฟื้นฟู โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย สารพิษเหล่านี้จะเข้มข้นและรุนแรงกว่าที่ผู้ใหญ่ได้รับหลายเท่าตัว สารเคมีเกษตรส่งผลกระทบต่อร่างกายใน 3 กลุ่มโรคหลัก คือ ระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมน ทำลายระบบสืบพันธุ์ ก่อให้เกิดภาวะไทรอยด์ผิดปกติ และโรคอ้วน ภาวะเครียดออกซิเดชันและการอักเสบเรื้อรัง กระตุ้นการอักเสบระดับเซลล์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุของมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านม และระบบประสาทและสมอง มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ในระยะยาว

ความล้มเหลวของระบบตรวจสอบ: สถิติที่เขย่าความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เผยถึงรายงานล่าสุดที่สวนทางกับความเชื่อที่ว่า "ซื้อในห้างจะปลอดภัยกว่า" เพราะผลการสุ่มตรวจพบว่าผักผลไม้ในห้างสรรพสินค้ามีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 75% ขณะที่ตลาดสดอยู่ที่ 61% และภาพรวมทั้งหมดพบการตกมาตรฐานสูงถึง 69% สิ่งที่น่าโกรธเคืองที่สุดคือการพบ "สารดูดซึม" ที่ฝังลึกในเนื้อเยื่อจนล้างไม่ออก และการปนเปื้อนของสารที่ถูกแบนไปแล้วอย่าง "คลอร์ไพริฟอส" การที่รัฐยังคงบอกให้ประชาชน "ล้างผักเอง" จึงเป็นการผลักภาระที่ไร้ความรับผิดชอบและเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าระบบตรวจสอบย้อนกลับของเราล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

"ล้ง" และ "ห้องเย็น": จุดบอดทางกฎหมายที่ปล่อยปละละเลยความเสี่ยง

จากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ชนิพันธ์ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ นายโอฬาร พิทักษ์ ที่ปรึกษาสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย  พบว่า "จุดตาย" ของห่วงโซ่อาหารไทยคือ "ล้ง" และ "ห้องเย็น" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์กลางน้ำที่กุมชะตาความปลอดภัยของอาหารกว่า 80% ในประเทศ แต่กลับไม่มีกฎหมายบังคับใช้มาตรฐานที่เข้มงวด โดยเฉพาะ "ห้องเย็น" ที่เป็นจุดมืดในการเก็บผลไม้นำเข้า (เช่น องุ่น, ส้ม) ซึ่งมักรอดพ้นจากการตรวจสอบของภาครัฐ การ "ทวนสอบย้อนกลับ" ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเสมอไป ดังตัวอย่างจากคุณสมเกียรติที่ใช้เพียง "หนังยางคนละสี" หรือสติกเกอร์รหัสง่ายๆ ก็สามารถแยกแยะแหล่งที่มาได้แล้ว ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่คือการขาดความตั้งใจทางการเมืองที่จะดึงล้งและห้องเย็นเข้าสู่ระบบการกำกับดูแลอย่างจริงจัง

กับดักหนี้สินและอิทธิพล "ร้านขายยาเคมี": รากเหง้าที่เกษตรกรเลือกไม่ได้

เยาวลักษณ์ ดวงดอก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ส้มสายน้ำผึ้ง และสมเกียรติ ลำพันแดง เจ้าของฟาร์มผักอร่อย ตัวแทนเกษตรกร สะท้อนว่าวิกฤตสารเคมีไม่ได้เกิดจากการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่สภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งอากาศและแหล่งน้ำในชุมชนเกษตรกรรมล้วนปนเปื้อนสารเคมีจากการฉีดพ่น สิ่งที่น่าเศร้าคือ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้อยากใช้สารเคมี แต่พวกเขาติดอยู่ใน "กับดักหนี้สิน" และความกดดันจากกลไกตลาดที่รับซื้อเฉพาะผลผลิตที่ไร้รอยตำหนิ การทำเกษตรปลอดภัยมีต้นทุนและระเบียบที่ยุ่งยาก แต่กลับขายได้ราคาเท่าเดิม เกษตรกรจึงจำใจต้องพึ่งพาสารเคมีและคำแนะนำจาก "ร้านขายยาเคมีเกษตร" เพื่อปกป้องผลผลิตไม่ให้ขาดทุน ซึ่งหากก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว นั่นหมายถึงการสูญเสียที่ดินทำกินผืนสุดท้าย

4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยกระดับความปลอดภัยทั้งห่วงโซ่

เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นวิกฤตนี้ เวทีครั้งนี้มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ดังนี้ 1. เพิ่มเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เสนอให้พัฒนามาตรฐานขั้นพื้นฐานด้านการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย สนับสนุนค่าใช้จ่าย สินเชื่อ และบุคลากรตรวจรับรอง รวมถึงสร้างตลาดรองรับผลผลิต GAP อย่างเป็นรูปธรรม 2. ขยายการกำกับดูแลล้ง เสนอให้ภาครัฐพัฒนามาตรฐานและระบบกำกับดูแลล้ง พร้อมสนับสนุนความรู้ เทคโนโลยี งบประมาณ และสินเชื่อ เพื่อยกระดับระบบจัดเก็บข้อมูลและเชื่อมโยงกลับไปยังแปลงปลูก 3. ปรับการตรวจปลายน้ำให้ใช้แก้ปัญหาได้จริง ผลการสุ่มตรวจจากตลาดควรถูกนำไปใช้ประเมินว่ามาตรการต้นน้ำและกลางน้ำทำงานได้ผลหรือไม่ และต้องมีระบบส่งข้อมูลกลับไปยังหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขกระบวนการผลิต ไม่ใช่ใช้เพียงรายงานจำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบสารตกค้าง 4. สร้างตลาดและความต้องการผักผลไม้ปลอดภัย เสนอให้หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานประกอบการ เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อผักและผลไม้ปลอดภัย เปิดพื้นที่จำหน่ายตรงแก่เกษตรกร และสื่อสารแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือแก่ประชาชน

บทสรุป: สิทธิในอาหารปลอดภัยคือความเท่าเทียมทางสุขภาพ

ทุกหน่วยงานต้อง "ชกเป็นหมัดเดียว" และคนไทยต้องช่วยกัน "ส่งเสียง" ตะโกนความจริงนี้ออกไป ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติไม่ใช่เรื่องของเทคนิคการแพทย์หรือเกษตรกรรมเท่านั้น แต่คือเรื่อง "ความเป็นความตาย" ของคนไทยทุกคน รัฐต้องเลิกมองว่าอาหารปลอดภัยคือสินค้าทางเลือกราคาแพง และต้องยอมรับว่า "อาหารปลอดภัยคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" ที่พลเมืองพึงได้รับอย่างเท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวันนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อรักษาชีวิตประชากรและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 25 กรกฎาคม 2569

ผู้เขียน : น้ำผึ้ง ห้สถีธรรม มูลนิธิชีวิตไท