สมดุลจาน สมดุลโลก: พลิกวิกฤตสุขภาพและเศรษฐกิจไทยด้วยพลังเกษตรกรรายย่อย

Created
วันเสาร์, 16 พฤษภาคม 2569
Created by
น้ำผึ้ง หัสถีธรรม
Categories
บทความ
 

KhaoYumPakTai

ภาพเนื้อสัตว์หลากชนิดที่วางเรียงรายในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเมนูบุฟเฟต์ปิ้งย่างที่ผู้คนเนืองแน่น อาจทำให้เราเผลอคิดไปว่าสังคมของเรากำลังอยู่ในยุคที่กินดีอยู่ดี แต่หากเราลองหยุดสังเกตและมองให้ลึกลงไปเบื้องหลังจานอาหาร เราอาจสัมผัสได้ถึง "วิกฤตเงียบ" ที่กำลังกัดกินทั้งสุขภาพของเรา ทรัพยากรของโลก และวิถีชีวิตของเกษตรกร คุณจักรชัย โฉมทองดี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กร Tilt Collective ได้เปิดมุมมองที่สั่นสะเทือนความเชื่อเดิมๆ ของเราว่า ปัญหาปากท้องในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำถามว่า "วันนี้จะกินอะไรดี" แต่มันคือการตั้งคำถามถึง "ระบบการผลิตอาหาร" (Food System)

วิกฤตสุขภาพ: เมื่อระบบอาหารปล้นชิง "เวลาชีวิต"

ช่วงเวลาเพียง 20 กว่าปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนรูปไปอย่างสิ้นเชิง เราบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 ปัจจุบันคนไทยบริโภคเนื้อแดงสูงกว่าค่าแนะนำถึง 3 เท่า  สัดส่วนการรับโปรตีนของเรามาจากสัตว์ถึงร้อยละ 70 และมาจากพืชเพียงร้อยละ 30 ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้ใหญ่ชาวไทยถึงร้อยละ 40 กำลังเผชิญกับภาวะน้ำหนักตัวเกิน และมีการคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เด็กวัยเรียนถึงร้อยละ 60 จะตกอยู่ในภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นต้นทางของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เบียดบังงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปมากกว่าร้อยละ 52

ความเจ็บป่วยเหล่านี้ขโมยสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือ "เวลา" ของมนุษย์ คุณจักรชัยสะท้อนภาพนี้อย่างทรงพลังว่า "เวลาของคนไทยถูกพรากออกไปจากการที่เราไม่ได้มีระบบอาหารที่ดีถึง 1.8 ล้านปี" และอธิบายถึงแก่นแท้ของปัญหานี้ว่า "มันคือการสูญเสียคุณค่าชีวิตก่อนวัยอันควร" แทนที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ เรากลับต้องติดเตียงและสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไปถึง 4.3 แสนล้านบาทต่อปี

รอยเท้าเชิงนิเวศ: อัตราสูญเสียที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรม

ไม่เพียงแต่สุขภาพคน ระบบอาหารยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพโลก คุณจักรชัยเปิดเผยข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่า "1 ใน 3 ของก๊าซเรือนกระจกของโลกใบนี้ มาจากระบบอาหาร... ถ้าเราไม่แตะเรื่องระบบอาหาร ถ้าไม่ปฏิรูประบบอาหาร อุณหภูมิของโลกก็จะทะลุ 1.5 องศาเซลเซียส" และที่น่าตกใจคือ 2 ใน 3 ของก๊าซเหล่านั้น มาจากห่วงโซ่อุปทานของการผลิตปศุสัตว์

ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวโปรตีน แต่อยู่ที่ "ความสูญเปล่าของทรัพยากร" เพื่อให้ได้โปรตีน 100 กรัมเท่ากัน การผลิตโปรตีนจากสัตว์ต้องใช้ทรัพยากรทั้งที่ดินและน้ำมากกว่าพืชหลายเท่าตัว อัตราการแลกของไก่อยู่ที่ 5 เท่า สุกร 10 เท่า และวัวมากกว่าถึง 33 เท่า พร้อมกับปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าพืชถึง 100 เท่า โดยทุก ๆ 5 แคลอรีที่วัวกินเข้าไป จะสูญเสีย 1 แคลอรีกลายเป็นก๊าซมีเทนลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทันที

ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกโปรตีนสุทธิอันดับ 1 ของเอเชีย เรามีโครงสร้างเกษตรกรรมที่ร้อยละ 90 เป็นปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ต้องถางป่าและพึ่งพาปุ๋ยเคมีอย่างหนัก เพื่อปลูกพืชไปเป็นอาหารสัตว์ แทนที่จะนำพื้นที่มหาศาลเหล่านั้นมาปลูกอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงมนุษย์โดยตรง

ทางออกที่ยั่งยืน: "ปรับสมดุลระบบ" ไม่ใช่ "หักดิบ"

ทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนเลิกกินเนื้อสัตว์ ทว่าคือการ "ปรับสมดุล" จานอาหารของเราใหม่ คุณจักรชัยย้ำจุดยืนที่ให้ความเคารพต่อวิถีชีวิตผู้คนว่า "ผมจะไม่เริ่มจากโจทย์ว่าจะต้องลดเนื้อสัตว์... ผมจะเริ่มจากโจทย์ว่าพยายามบริโภคโปรตีนและไฟเบอร์จากพืชให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้" การปรับเปลี่ยนเพียงทิศทางเดียวนี้ สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เหนือคณานับ ถึงขั้นที่คุณจักรชัยกล่าวว่า "ทุกบาทที่ลงไปเพื่อจัดการสิ่งนี้ มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าไปขับรถไฟฟ้าอีก"

หากคนไทยปรับสมดุลจานอาหารได้สำเร็จ ในมิติของทรัพยากร เราจะสามารถประหยัดน้ำ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และปลดปล่อยพื้นที่ดินที่เคยใช้ปลูกพืชอาหารสัตว์กลับคืนมาได้ถึง 12 ล้านไร่ ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดของจังหวัดนครราชสีมาทั้งจังหวัด เพื่อนำไปปลูกป่าหรือใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า เราจะได้เวลาชีวิตที่มีคุณภาพกลับคืนมา และดึงเม็ดเงินกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 7 แสนล้านบาท

สานพลังรัฐ คืนสิทธิและเสียงให้ "เกษตรกรรายย่อย"

การเปลี่ยนแปลงระบบอาหารไปสู่ความยั่งยืน จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราทิ้ง "เกษตรกรรายย่อย" ไว้เบื้องหลัง ปัจจุบัน ระบบการเลี้ยงปศุสัตว์ท้องถิ่นแทบสูญหาย เกษตรกรรายย่อยมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 ในโครงสร้างเกษตรกรรมไทย และมักถูกบีบคั้นด้วยวงจรหนี้สินในระบบปศุสัตว์อุตสาหกรรม

กลไกที่จะช่วยพลิกวิกฤตินี้ได้อย่างทรงพลังคือ "การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ" ประเทศไทยมีพืชและถั่วท้องถิ่นที่เปี่ยมด้วยโภชนาการแต่ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ต่ำกว่า 56 สายพันธุ์ หากโรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล เริ่มนำร่องปรับเมนูอาหารให้มีสัดส่วนโปรตีนจากพืชท้องถิ่นมากขึ้น เหมือนดังที่อินโดนีเซียริเริ่มโครงการอาหารกลางวันเลี้ยงคน 100 ล้านมื้อต่อวันด้วยโปรตีนจากเทมเป้ สิ่งนี้จะสร้างกลไกตลาดที่แน่นอนมารองรับผลผลิตของชุมชน เมื่อภาครัฐสร้างตลาดรองรับ เกษตรกรรายย่อยจะสามารถปลูกพืชโปรตีนเป็นรายได้เสริมสลับกับการทำนา ฟื้นฟูหน้าดิน และปลดแอกตัวเองจากหนี้สิน ในขณะเดียวกัน เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสัตว์แบบยั่งยืนและประณีตในชุมชน ก็จะมีพื้นที่ในตลาดสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเนื้อสัตว์คุณภาพสูง โดยไม่ต้องไปแข่งขันด้านราคากับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จนสูญเสียตัวตน

ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกตักอาหารเข้าปากในแต่ละมื้อ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติหรือโภชนาการส่วนบุคคล แต่เป็นการเลือก "ทิศทาง" ของประเทศ เป็นการทวงคืนลมหายใจให้ผืนป่า ทวงคืนเวลาชีวิตให้ผู้คน และที่สำคัญที่สุด คือการส่งมอบโอกาสและศักดิ์ศรีที่แท้จริงให้แก่ "คนทำกิน" ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ... เพราะโลกที่สมดุลของจานอาหาร คือสมดุลเดียวกับลมหายใจของธรรมชาติอย่างแท้จริง

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 16 พ.ค. 2569

ผู้เขียน : น้ำผึ้ง หัสถีธรรม มูลนิธิชีวิตไท