บทความ

“หนี้ชาวนา” วิกฤตและโอกาส

BangkudFocusgroupSep2018

 

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมจนถึงขณะนี้ม๊อบหนี้สินชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถาบันการเงินไล่บี้บังคับคดีและยึดที่ดินทำกินไปขายทอดตลาด ยังคงปักหลักเรียกร้องให้ธนาคารขายหนี้ให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรซึ่งคาดว่ามีจำนวนประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท ประกอบกับคำสั่ง คสช.ที่ 26/61 ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(เฉพาะกิจ)เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรจะหมดวาระการทำงานประมานต้นเดือนพฤศจิกายนนี้และจะไม่มีการต่ออายุของคณะกรรมการดังกล่าว ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาเดินต่อไปไม่ได้จึงต้องเร่งเจรจากับทางธนาคารก่อนจะถูกยึดที่ดิน

อะไรคือหัวใจของปัญหาหนี้สินเกษตรกรและทำไมเวลาเดือดร้อนต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ด้วย บทความฉบับนี้ขอบอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มชาวนาที่เคยเป็นหนี้และแก้หนี้ได้สำเร็จและกลุ่มชาวนาอีกจำนวนมากที่อยู่ในสถานะของการหมุนหนี้พวกเขามีความเป็นอยู่กันอย่างไร

  ล่าสุดช่วงกลางเดือนที่ผ่านมามูลนิธิชีวิตไท(โลโคลแอค)และทีมวิจัยกลุ่มส่งเสริมการเกษตรครบวงจร ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ภายใต้โครงการแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินด้วยรูปแบบการเกษตรครบวงจร จัดเวทีโฟกัสกรุ๊ปของชาวนาในพื้นที่ตำบลบางขุด โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม “คนมีหนี้”เพื่อศึกษาสาเหตุของหนี้สิน แหล่งเงินกู้ จำนวนหนี้สินเพิ่มขึ้นหรือลดลงและวิธีการชำระหนี้ และ กลุ่ม “คนไม่มีหนี้”เพื่อศึกษาแนวคิดมุมมองเรื่องหนี้ แนวทางในการชำระหนี้อย่างไรจนไม่มีหนี้และไม่สร้างหนี้เพิ่ม

จากการสนทนาในกลุ่มเกษตรกรที่มีหนี้ มีผู้เข้าร่วมมากถึง 13 ราย มีอายุน้อยสุด 49 ปี มีอายุสูงสุด 70 ปี เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2544-2550  แหล่งเงินกู้ที่ท๊อปฮิตเป็นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส)มากสุด รองลงมาเป็นสหกรณ์การเกษตรสรรคบุรี(จำกัด) กองทุนหมู่บ้าน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามลำดับ ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นผู้มีสัญญาเงินกู้มากกว่า 2 สัญญาและมีแหล่งเงินกู้มากกว่า 2 แหล่งขึ้นไป   สำหรับวัตถุประสงค์ในการกู้เพื่อประกอบอาชีพการเกษตรทำนา เลี้ยงหมู ซื้ออุปกรณ์ทำเกษตรและกู้มาใช้จ่ายในครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นหนี้บุคคลค้ำประกัน มูลหนี้ในแต่ละสัญญาไม่สูงมากอยู่ในระดับหลักหมื่นประมาณ 30,000 – 80,000 บาท สถานะหนี้ในปัจจุบันเป็นหนี้เสีย หนี้ถูกฟ้องดำเนินคดีรอยึดทรัพย์  ผู้เข้าร่วมได้ขับเคลื่อนร่วมกับสมาชิกกลุ่มและเครือข่ายองค์กรเกษตรกรเรียกร้องให้สำนักงานกองทุนเข้ามาจัดการหนี้ ปริมาณหนี้ที่เป็นเงินต้นจึงมีปริมาณเท่าเดิมตามจำนวนที่ระบุในสัญญาขอกู้ครั้งแรกแม้ว่าได้ชำระหนี้ไปบ้างแล้ว เนื่องจากเกษตรกรจะได้รับสิทธิตัดดอกเบี้ยทิ้งทั้งหมด เงินต้นที่ต้องชำระส่วนใหญ่ถ้าจำนวนหนี้ไม่เยอะมากจะได้รับสิทธิลดเงินต้นเหลือที่ 50%

นอกจากนี้ยังพบว่าสถานการณ์ปัญหาหนี้สินที่วิกฤตคือเกษตรกรมีการหมุนหนี้โดยเฉพาะหนี้กองทุนหมู่บ้านที่ต้องชำระรายปีบางรายได้ไปกู้นอกระบบมาใช้หนี้รวมดอกเบี้ยแล้วทำสัญญากู้ใหม่ บางรายมีสัญญากู้ถึง 3 สัญญา ดังนั้นวิธีการชำระหนี้ของเกษตรกรกลุ่มนี้คือรอสำนักงานกองทุนฟื้นฟูมาซื้อหนี้และหมุนหนี้โดยกู้จากอื่นๆไปเรื่อยๆ

และเมื่อชวนกันวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการทำนา พบว่ามีค่าใช้จ่ายในการทำนาปีในเฉลี่ยอยู่ที่ 3,100 บาทต่อไร่และหากต้องเช่าที่ดินต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4,600 บาทต่อไร่ ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 6,500 บาท ซึ่งรายได้จากการทำนาไม่สามารถนำไปใช้หนี้ได้แน่นอน รายรับของชาวนามาจากเงินประชารัฐเดือนละ 800 บาท ประกอบอาชีพเสริมเปิดร้านขายของชำ เลี้ยงแพะ ขายผักผลไม้ ซึ่งจากครอบครัวกรณีศึกษามีรายได้ต่อปีประมาณ 168,000 บาทมีรายจ่ายต่อปี 137,160 บาทซึ่งส่วนใหญ่ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์ ค่าไฟฟ้า ค่าข้าวสาร หากคำนวณแบบตรงไปตรงมาครอบครัวนี้มีเงินเหลือสำหรับชำระหนี้ 33,840 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้นำไปชำระหนี้ ธ.ก.ส รายปีๆละ 25,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 8,840 บาท ยังไม่เพียงพอสำหรับชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน

สถานภาพของครอบครัวชาวนาภาคกลางปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้ขี้เกียจพยายามดิ้นรนเพื่อหารายได้เพิ่ม แต่อยู่ในสภาพหมุนหนี้ส่วนหนึ่งเพราะความกดดันจากคนในครอบครัวที่ขาดการหนุนเสริมมองเชิงรุกและออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลมีมติครม.ให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเร่งซื้อหนี้ก่อนกรรมการเฉพาะกิจจะหมดวาระลงในช่วงปลายปีนี้ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาหนี้สินเฉพาะหน้าที่อาจทำให้พวกเราไม่สูญเสียที่ดินเร็วจนเกินไป

กับวงสนทนาอีกกลุ่มของ “คนไม่มีหนี้”หรือกลุ่มคนเคยเป็นหนี้  ในพื้นที่ตำบลบางขุดเหมือนกัน  แม้คนกลุ่มนี้มีอยู่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีปัญหาหนี้สิน แต่กลับมีวิธีคิดและมุมมองที่น่าสนใจมากๆ เพราะไม่ใช่พวกเขาไม่มีหนี้แต่กลับใช้หนี้หมดในเวลาอันรวดเร็วหรือทยอยใช้หนี้ไปเรื่อยๆด้วยการพึ่งตนเอง เหมือนที่ป้าหนูบอกกับสมาชิกกลุ่มที่มาร่วมแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มว่า

 “ทุกครอบครัวสามารถเริ่มต้นได้หมด โดยเฉพาะถ้าได้ครอบครัวดี มาช่วยหนุนเสริม เพราะตัวของพี่หนูเองเกิดมาจากศูนย์ ไม่มีบ้าน ต้องเก็บหอมรอมริบเหมือนมดเก็บที่ละนิดๆ จะลงทุนทำอะไรก็ต้องเกิดจากเงินที่เก็บเอาไว้แล้ว ใช้เวลาปลูกบ้าน 20 กว่าปี กว่าจะเป็นหลัง แฟนไปทำงานอีรัก 9 เดือนกลับมาถึงได้ซื้อที่ปลูกบ้าน ต่อมาจึงได้เอาที่เข้าธนาคารซื้อรถขายน้ำแข็งจะได้มีรายได้เข้ามาทุกวัน ”

 กลุ่ม “คนไม่มีหนี้”มีผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มทั้งหมด 3 รายส่วนใหญ่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นหนี้เพราะต้องการเอาเงินมาลงทุนต่อยอดทำมาหากิน เช่น ซื้อรถไถนา ซื้อรถบรรทุกน้ำแข็ง เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นช่วงปี 2536 ถึง ปี 2539 มีจำนวนหนี้อยู่ในระดับ 150,000-260,000 บาท

เราพบว่ามีวิธีคิดหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากคนกลุ่มนี้ ประการแรกคือ มีเงินแล้วต้องใช้หนี้เลยไม่เหนียวหนี้ คือมีเท่าไหร่ก็รีบเอาไปใช้เขาก่อน ประการที่สอง มีความเพียร อดทน อดออม เริ่มจากต้องทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลงปลูกผักสวนครัวไว้ทานเหลือจึงขาย ป้าหนูเล่าอีกว่า “ ตอนไปนาเวลาเจอฟืนนี่จะแบกมาเลย เจอผักก็เก็บมาทำกับข้าวกินในบ้าน คนแถวบ้านบอกว่าเด็กคนนี้โตมาต้องรวยแน่ๆเพราะ เจอฟืนหักเจอผักเด็ด”  ฝึกนิสัยเริ่มเก็บออม พอได้แล้วจะออมเพิ่มไปเรื่อยๆถ้าไม่มีรายได้จะยังไม่ใช้จ่าย ถ้าคิดจะมีหนี้ต้องหาแหล่งรายได้สำหรับใช้หนี้ จะยังไม่กู้ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้ กลัวจะมีรายได้ไม่พอ หากเกิด ฝนแล้ง น้ำท่วม สวนล่ม นาล่ม จะทำอย่างไร ไม่ฟุ่มเฟือยประหยัดทั้งเสื้อผ้าและอาหารการกิน ประการที่สาม ฝึกคิดวิเคราะห์ทบทวนตัวเอง เนื่องจากทำนาอย่างเดียวไปไม่รอดเพราะมีรายได้ทางเดียวในขณะที่มีรายจ่ายทุกวัน จึงได้คิดหาช่องทางเพิ่มรายได้ เช่น บรรทุกขายส่งน้ำแข็ง รับจ้างไถนา เก็บเงินจากทำสวน ทำนา ประการที่สี่ รวมกลุ่มเกษตรกรใช้ช่องทางสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อเจรจาลดจำนวนหนี้แบ่งเบาภาระหนี้สินเกษตรกร

ซึ่งวิธีคิดการดำเนินชีวิตของกลุ่มชาวนาที่เคยเป็นหนี้ได้หยั่งรากลึกลงไปให้ลูกๆหลานๆได้เจริญรอยตามอย่างน้อยที่สุดก่อนคิดเป็นหนี้ก็ต้องวางแผนก่อนว่าจะเงินเอาทำอะไร และเอาจากตรงไหนมาใช้หนี้

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 14 ก.ย. 2561 

ผู้เขียน : สมจิต คงทน

 

“ชาวนามีสิทธิไหมครับ” สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย การสร้างพื้นที่และความเป็นชาวนาการเมือง

 

landoccupied1

 

ความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจสังคมไทยมีมาอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ ด้าน และนับวันยิ่งมีความซับซ้อนขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงสัมพันธภาพเชิงอำนาจขององคาพยพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ยังสะท้อนให้เห็นการจัด “ตำแหน่ง” แห่งที่ทางประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มต่าง ๆ ใหม่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลนี้

ภายใต้การเปลี่ยนโครงสร้างชนบทหลากหลายรูปแบบ ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของการผลิตเพื่อขาย การแย่งชิงทรัพยากร และสร้างผลกระทบให้คนเล็กคนน้อยในหลากหลายมิติ ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรในลักษณะต่าง ๆ เกิดความไม่เท่าเทียม โดยรัฐเอื้อต่อกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจในการช่วงชิง ฉวยใช้ทรัพยากรที่ชาวบ้านมีมาแต่เดิม ทำให้เกิดการเรียกร้อง “สิทธิ” ในการเข้าถึงทรัพยากร และนำมาสู่การเมืองเรื่องทรัพยากรที่ชาวบ้านเคลื่อนไหว “สร้างพื้นที่ในการต่อรอง” ในลักษณะต่าง ๆ ในบทความนี้ต้องการอธิบายการเคลื่อนไหวของชาวนา ที่มักถูกมองว่า “ไร้จิตสำนึกทางการเมือง”(ดูข้อถกเถียงนี้ใน, กนกศักดิ์ 2530; กาญจนา 2527; คายส์ 1983; Bowie 1980;1988) แต่ในขณะเดียวกันชาวนาไทยมีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองกับรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ การกล่าวข้างต้นจึงไม่ถูกต้องเสียทีเดียวในการเข้าใจพลวัตสังคมชาวนาในสังคมไทย (Haberkorn 2007)

ในบทความนี้ประกอบด้วย 1. ชนบทบนความเคลื่อนไหว 2. ชาวนากับการสร้างพื้นที่ทางการเมือง 3. มรดกการต่อสู้กับพื้นที่ทางการเมืองภาคประชาชน เพื่ออธิบายพลวัตของสังคมชาวนา และการสร้างพื้นที่ทางการเมืองของชาวนา เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน

1.ชนบทบนความเคลื่อนไหว

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเกษตรกรรมในสังคมไทย (Agrarian Transformation) เกษตรกรบางส่วนสูญเสียที่ดิน ถูกขับไล่ออกจากที่ดินและกลายมาเป็นแรงงานรับจ้างอิสระ ความซับซ้อนที่หลากหลายของการจัดการในการผูกมัดแรงงานได้ปรากฏขึ้น รวมถึงมีการเกิดขึ้นของเกษตรนายทุนที่มีข้อบังคับที่หลากหลายและสามารถทำให้พวกเขาควบคุมแรงงานของผู้เช่าที่ดินและควบคุมแรงงานรับจ้าง การเปลี่ยนโครงสร้างชนบทอย่างขนานใหญ่[2] ส่งผลให้เกิดความหลากหลายของผู้คนในชนบททั้งฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ (ดู, Bowie 1980; 1988; จามะรี 2554) นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างชนบท ทำให้ชาวนาถูกผลักออกจากภาคเกษตร โดยกีดกันการเข้าถึงที่ดิน มีกระบวนการเบียดขับออกจากการเป็นชาวนา (Cohen 1981) ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ขายที่นาจำนวนมาก ที่นากลายเป็นของนายทุนต่างชาติ การใช้พื้นที่เกษตรกรรมซับซ้อนมากขึ้น พื้นที่อยู่ภายใต้การกำกับของตลาดหรือ "กลไกเชิงสถาบัน" อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่อำนาจภายนอก เชื่อมโยงอยู่กับรัฐ และตลาดโลก คนชนบทถูกผนวกเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดโลก อุตสาหกรรมขนาดเล็กขยายตัวเข้ามาในชนบท (Anan 1989) แรงงานออกไปรับจ้างนอกภาคเกษตร มีการรับงานมาทำที่บ้านมีการเหมาช่วง การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการเกษตร บางหมู่บ้านมีแรงงานออกจากภาคเกษตร ชุมชนชนบทกลายเป็นเพียงหอพัก คนชนบทต้องทำงานในโรงงาน แรงงานได้กลายเป็นสินค้า คนงานที่อยู่ในโรงงาน ถูกครอบงำความคิด กลายเป็นทาสค่าจ้างในโรงงาน (Hirai 2002) 

 การพัฒนายิ่งมีมากขึ้น รัฐกลับให้ความสำคัญต่อ “เมือง” และ “คน” แต่ละกลุ่มไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ “กลุ่มทุนขนาดใหญ่” สามารถช่วงชิงทรัพยากรส่วนกลาง เช่น ป่าไม้ ที่ดินสาธารณะ ไปเป็นของส่วนตนจำนวนมาก ทำให้คนเล็กคนน้อยในสังคมไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้ นำมาสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้ของคนหลากหลายกลุ่ม เพื่อสร้างพื้นที่ต่อรองและเข้าถึงทรัพยากรภายใต้ความเฟื่องฟูของสกุลประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่สามารถให้คนกลุ่มต่าง ๆ สามารถ “รื้อฟื้น” และ/หรือ “สร้าง” ประวัติศาสตร์ของตนเพื่อจัดวางตำแหน่งแห่งที่ และ “สายใยความทรงจำ” เพื่อจัดวางสัมพันธภาพเชิงอำนาจของคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมใหม่[3] (ดู Tanabe 1981)

การพัฒนาตลาดสำหรับที่ดิน แรงงาน ปัจจัยที่ใส่เข้าไปในการผลิตและผลผลิต ภายใต้ข้อบังคับหรือข้อจำกัดดังกล่าวนั้นรวมถึงนโยบายของรัฐที่ออกมาทำให้ทุนและเทคโนโลยีไหลบ่าเข้าไปในพื้นที่ชนบท รวมถึงความพยายามของชาวบ้านที่ยากจนในการยื้อที่ดินที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยในการยังชีพไว้ คือ การปลูกข้าวเหนียวไว้บริโภค และเกษตรกรคนอื่นที่มีความหลากหลายในการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม บริบททางการเมืองที่กว้างขวางก็เป็นสิ่งสำคัญ ด้านหนึ่งเป็นการต่อสู้และการขัดขืนของเกษตรกรที่ยากจนและแรงงานที่จะรักษาวิถีชีวิตและการยังชีพต่อไป อีกด้านหนึ่งเป็นการต่อสู้ที่รวมถึงการชุมนุมเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ของผู้เช่าที่ดินและชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินในจังหวัดเชียงใหม่และทั่วประเทศในกลางทศวรรษ 1970 (2513) ในประเด็นเรื่องที่ดินและการเช่าที่ดินเป็นช่วงเวลาเดียวกับการต่อสู้ระดับท้องถิ่นเรื่องค่าจ้าง งานชิ้นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาทางประวัติศาสตร์พัฒนาการของการเข้าสู่การค้าของภาคเกษตรกรรมในภาคเหนือของประเทศไทยจากปี ค.ศ. 1900 – 1981 (2443-2524) การผลิตเพื่อการค้าแบบเข้มข้น ทำให้เจ้าของที่ดินขนาดเล็กต้องสิ้นเนื้อประดาตัวในการเป็นผู้เช่า อัตราการเติบโตของประชากรอยู่ในปริมาณสูง แม้ว่าจะลดลงในทศวรรษ 1970 มีแนวโน้มที่เจ้าของพื้นที่ปลูกข้าวที่มีระบบชลประทานในหมู่บ้านมีแนวโน้มที่จะเป็นชาวบ้านที่ร่ำรวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของชนชั้นเกษตรกรนายทุน เกษตรกรนายทุนเป็นคนกลุ่มหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนควบคุมพื้นที่ปลูกข้าวที่มีการชลประทานขนาดใหญ่รวมถึงความสัมพันธ์ของการมีเครือข่ายอย่างกว้างขวางกับผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นและสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ[4] (Anan 1989)

ในขณะที่กลุ่มเจ้าของที่ดินเองก็พยายามปรับความสัมพันธ์กับคนทำนามาเป็นนายทุน โดยออกค่าใช้จ่ายในการผลิตต่าง ๆ ให้กับผู้ที่มาทำนา ในพื้นที่จึงพบว่ามีทั้งการจ้างแรงงานและเช่าที่และมีการจ้างงาน ทำให้มีการจ้างแรงงานมากขึ้นจากผู้เช่าที่ ในการจ้างแรงงานเป็นเงิน แรงงานจะไม่มีความมั่นคงนัก ซึ่งต่างจากการเช่าที่อย่างที่ผ่านมา ซึ่งผู้เช่ามีสิทธิในการจัดการผลิตได้ แม้จะมีการแบ่งส่วนให้กับเจ้าของที่ดิน แต่ในการปรับเปลี่ยนบทบาทของเจ้าของที่ดินในการเข้ามาดูแล ทำให้ผู้เช่าไม่สามารถจัดการผลิตได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการจ้างงานมากกว่า การเข้ามาจัดการดูแลของเจ้าของที่ดินทำให้ผู้เช่าลดความสำคัญในการยึดครองการผลิตและถูกควบคุมจากเจ้าของที่ดินที่ใช้ระบบการแบ่งผลผลิต และการใช้เงินสดเข้ามาจัดการในการผลิตเพื่อให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น (Anan 1989; Chayan 1984)                               

2.ชาวนากับการสร้างพื้นที่ทางการเมือง

ขบวนการเคลื่อนไหวในขบวนการชาวนาจากการศึกษาของ ไทเรล ฮาเบอร์คอน (Haberkorn 2007) พบว่า ขบวนการชาวนา ทั้งชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง และผู้มีอำนาจทางการเมือง มักมองชาวนาไม่ใช่ตัวละครสำคัญทางการเมืองที่จะส่งเสียงให้พวกเขาเหล่านั้นได้ยิน รวมทั้งยังมองว่า พวกชาวนามีลักษณะเป็นคนที่มีความคิดไม่แตกต่างกัน มีความคิดในทำนองเดียวกัน อันเป็นลักษณะ "ว่านอนสอนง่าย" มิหนำซ้ำยังมีการแต่งกายเหมือน ๆ กัน ที่บ่งบอกอัตลักษณ์ชาวนาอย่างชัดเจน

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นไปเพื่อลดฐานะครอบงำของรัฐ รวมทั้งเพื่อโอนอำนาจบางส่วนมาให้ประชาชนใช้ดูแลชีวิตตนเองโดยตรง การเมืองภาคประชาชน คือ ปฏิกิริยาตอบโต้การใช้อำนาจของรัฐ และเป็นกิจกรรมถ่วงดุลอิทธิพลการครอบงำของระบบตลาดเสรีในภาคประชาสังคม การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนแบ่งออกเป็น 4 ทิศทางด้วยกันได้แก่ 1) การเคลื่อนไหวร้องทุกข์ หรือเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแก้ปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล 2) การเคลื่อนไหวที่มุ่งตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ 3) การประท้วงอำนาจรัฐและเรียกร้องให้ถ่ายโอนอำนาจที่รัฐเคยมีมาเป็นของประชาชน 4) การร่วมมือเชิงวิพากษ์กับรัฐ หรือความผูกพันในทางสร้างสรรค์เพื่อเบียดแย่งพื้นที่ในกระบวนการใช้อำนาจมาเป็นของประชาสังคม (เสกสรรค์ 2548)

ขบวนการเคลื่อนไหวมีจุดร่วมกัน คือ วัฒนธรรมต่อต้านขัดขืน ประเด็นสำคัญที่มีการเคลื่อนไหวอาทิเช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม การคัดค้านโลกาภิวัตน์ ตลอดจนการเคารพอำนาจสิทธิในวิถีชีวิตตัวตนของชุมชนบุคคล ถือเป็นการรวมตัวกันเพื่อตรวจสอบการนำสิทธิของประชาชนไปใช้ เพื่อเป็นไปโดยถือประโยชน์ชาติตามที่ได้ให้พันธสัญญาต่อประชาชนหรือไม่ การรวมตัวกันทางการเมืองของภาคประชาชนก่อรูปขึ้นโดยมีเงื่อนไข หากแต่ทุกกลุ่มพลังการเมืองภาคประชาชนล้วนมีปัจจัยในเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง มีความสำคัญในฐานะเจ้าของสิทธิ การเมืองภาคประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเคลื่อนไหวในประชาสังคมด้วย และต่างจากขบวนปฏิวัติในสมัยก่อนตรงที่ไม่ได้มีจุดหมายที่จะยึดกุมอำนาจรัฐมาดัดแปลงสังคมให้เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ยึดมั่น แต่ประสงค์จะได้มาซึ่งฐานะในการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐเสมอไป (เสกสรรค์ 2548; ประภาส 2552; ไชยรัตน์ 2545)

ภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เหตุการณ์ข้างต้นเกิดภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมหลายอย่าง ไม่ได้เกิดอย่างโดด ๆ แต่เป็นการสะสมรวมตัวของหลาย ๆ เหตุการณ์ อาทิเช่น มีการลอบสังหารชาวนาผู้นำสหพันธ์ฯ เป็นจำนวนมาก นักศึกษาและเครือข่ายกรรมกรชาวนาชาวไร่ก็ถูกสังหาร ปราบปราม จนบางคนก็หนีเข้าป่าหรือลี้ภัยทางการเมืองไปยังต่างประเทศมากมาย หลังจากนั้น บรรดานักเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็ได้รับชะตากรรมการสูญเสียที่ถูกอุ้มหาย สังหาร และข่มขู่เช่นกัน ค