บทความ

ภาวะโลกร้อน : นักวิทยาศาสตร์ทดสอบวิธี “สุดโต่ง”แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ThinkoutsidetheboxforClimatechange

 

 

นักวิทยาศาสตร์ชี้ การใช้วิธีลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โลกเราเผชิญอยู่อีกต่อไป

 

คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษเตรียมก่อตั้งศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาหนทางใหม่ ๆ ในการฟื้นฟูสภาพอากาศโลก

ศูนย์วิจัยที่ว่านี้จะศึกษาและทดสอบวิธีการ "สุดขั้ว" ต่าง ๆ เช่น การทำให้ขั้วโลกกลับมาเย็นยะเยือกอีกครั้ง และการดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกจากชั้นบรรยากาศโลก

ศูนย์เพื่อการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศโลก (Centre for Climate) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Carbon Neutral Futures Initiative ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่มุ่งให้โลกมีระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นกลางในอนาคต ที่นำโดย ดร.เอมิลี ชัคเบิร์ก ซึ่งถือเป็นศูนย์วิจัยแรกของโลกในด้านนี้ และอาจนำไปสู่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล

ศูนย์นี้มีขึ้นจากความวิตกกังวลว่าการใช้วิธีแก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งภัยพิบัติ และความเสียหายต่อโลกที่ไม่อาจย้อนกลับคืนมาดังเดิมได้

ศาสตราจารย์ เซอร์ เดวิด คิง อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในผู้ร่วมโครงการนี้ กล่าวกับบีบีซีว่า

"สิ่งที่เราทำในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของมนุษยชาติในอีก 10,000 ปีข้างหน้า" เขาชี้ว่า ปัจจุบัน "ยังไม่มีศูนย์วิจัยขนาดใหญ่เช่นนี้ในโลกที่มุ่งศึกษาในประเด็นปัญหาใหญ่นี้"

เซอร์ เดวิด ชี้ว่า แนวทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเช่นนี้เรียกโดยรวมว่า "วิศวกรรมโลก" (Geoengineering) ซึ่งมนุษย์ใช้เทคโนโลยีเข้าแทรกแซงและควบคุมระบบภูมิอากาศของโลกในวงกว้าง เพื่อหยุดยั้งภัยพิบัติที่เกิดจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นในทุกปี

ขณะที่ ดร.ชัคเบิร์ก ภารกิจของโครงการนี้คือการ "แก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำและไม่อาจล้มเหลวได้ โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมนักวิทยาศาสตร์ กับทีมวิศวกร และนักสังคมศาสตร์

"นี่คือหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดในยุคของเรา และเรารู้ดีว่าเราต้องแก้ไขมันโดยใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีอยู่" ดร.ชัคเบิร์ก กล่าวกับบีบีซี

ทำให้ขั้วโลกกลับมาเย็นยะเยือกอีกครั้ง

Presentational grey lineกราฟิก

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของการทำให้ขั้วโลกหยุดละลายและกลับมาเย็นยะเยือกอีกครั้งคือการทำให้เมฆ "สว่างและสะท้อนแสงได้มากขึ้น"

แนวคิดนี้ทำโดยการสูบน้ำทะเลขึ้นสู่เสากระโดงเรือไร้คนขับ และฉีดพ่นน้ำขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้วยหัวฉีดพ่นละอองน้ำขนาดเล็ก

วิธีการนี้จะช่วยให้อนุภาคเกลือขนาดจิ๋วถูกฉีดพ่นเข้าสู่เมฆเป็นวงกว้าง และทำให้เมฆสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้สภาพอากาศบริเวณนั้นเย็นลงด้วย

การรีไซเคิลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

Presentational grey lineกราฟิก

อีกหนึ่งแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็คือ การดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage - CCS)

วิธีนี้เป็นการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินหรือแก๊ส หรือโรงงานผลิตเหล็ก แล้วกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดิน

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ สไตริง จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ กำลังพัฒนาโครงการนำร่องในการดักจับและนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ประโยชน์ (carbon capture and utilisation - CCU) กับทาทาสตีล บริษัทผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ ซึ่งสามารถรีไซเคิลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.สไตริง ระบุว่า โครงการนี้ทำโดยตั้งโรงงานที่เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งโรงงานเหล็กปล่อยออกมาให้กลายเป็นเชื้อเพลิงโดยใช้ความร้อนที่ได้จากกระบวนการผลิตของโรงงาน

"เรามีแหล่งกำเนิดไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ความร้อน และกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากโรงงาน" ศ.สไตริง กล่าว "เราจะใช้สิ่งเหล่านี้มาผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์"

"แปลงทะเลเป็นสวนเขียว"

Presentational grey lineกราฟิก

อีกแนวคิดที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้ ตั้งเป้าทดลองก็คือ การทำให้พืชในมหาสมุทรเจริญเติบโตแล้วดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการสังเคราะห์แสง

วิธีการนี้ทำโดยการใส่เกลือของเหล็ก (iron salt) ลงสู่ทะเลเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายทะเล

แม้ผลการทดลองในอดีตจะบ่งชี้ว่าวิธีการนี้ไม่ได้ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ และอาจรบกวนระบบนิเวศ แต่ศาสตราจารย์คัลลัม โรเบิร์ตส์ จากมหาวิทยาลัยยอร์ก ระบุว่า วิธีการซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน อาจต้องถูกนำมาพิจารณาและทดลองใช้เป็นอีกทางเลือกในการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เสียหายจนไม่อาจหวนคืนสู่สภาพปกติได้ ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติรุนแรงเกินกว่าจะยอมรับได้เช่นกัน

คิดนอกกรอบ

แม้แนวคิดแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่กล่าวมาข้างต้นนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียและใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ

แต่ ศาสตราจารย์ปีเตอร์ วอแดมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า ควรมีการประเมินอย่างละเอียดเพื่อหาว่าผลเสียที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราสามารถรับมือได้หรือไม่ เพราะเขาเชื่อว่าการใช้วิธีลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โลกเราเผชิญอยู่ แต่เป็นเพียงการชะลอภัยพิบัติให้เกิดขึ้นช้าลงเท่านั้น

"ดังนั้นการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศจึงเป็นหนทางที่จะสามารถขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลก และช่วยลดอุณหภูมิโลกให้กลับคืนสู่ระดับที่เคยเป็นก่อนที่โลกจะเผชิญกับภาวะโลกร้อน" ศ.วอแดมส์ กล่าว

ที่มา : บีบีซีไทย วันที่ 11 พ.ค. 2562

 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการมีหนี้

DebtKnowledge

"...ข้อเตือนใจข้อแรก ไม่เป็นหนี้ถ้าไม่จำเป็น ก่อนก่อหนี้ต้องคิดหนักๆ ว่าจะกู้มาทำอะไร จำเป็นหรือไม่ และจะมีแหล่งเงินจากที่ไหนมาชำระคืน หากคิดหาคำตอบไม่ได้ ต้องไม่ก่อหนี้ก้อนนั้นค่ะ..."

 

จากข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับภาระหนี้สินและพฤติกรรมของคนในวัยหนุ่มสาวที่ทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนำมาเปิดเผยในสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันขอแนะนำให้ผู้มือปัญหาในการจัดการหนี้สิน ไปใช้บริการคลินิกแก้หนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทยค่ะ

 

นอกจากนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ต้นเหตุ และเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย ดิฉันขอนำเสนอแนวคิดและข้อเตือนใจ เกี่ยวกับการมีหนี้ เผื่อท่านจะแบ่งปันกับลูกหลานหรือคนรอบข้างค่ะ

 

ข้อเตือนใจข้อแรก ไม่เป็นหนี้ถ้าไม่จำเป็น ก่อนก่อหนี้ต้องคิดหนักๆ ว่าจะกู้มาทำอะไร จำเป็นหรือไม่ และจะมีแหล่งเงินจากที่ไหนมาชำระคืน หากคิดหาคำตอบไม่ได้ ต้องไม่ก่อหนี้ก้อนนั้นค่ะ

 

ข้อที่ 2 มีหนี้ต้องใช้คืน ดังนั้นถ้าจะมีหนี้ ต้องมีในระดับที่สามารถจ่ายคืนได้ คือ จ่ายคืนในแต่ละเดือนไม่เกิน 35% ของรายได้ ท่องคาถาเอาไว้ว่า หากภาระการจ่ายคืนสูงกว่านี้ จะกลายเป็นหนี้ถาวรคือ มีโอกาสสูงที่จะจ่ายคืนไม่ได้ นอกจากนี้

 

ข้อที่ 3 มีรายได้เพิ่มต้องจ่ายคืนหนี้เพิ่ม เพื่อลดภาระหนี้ลงไปเร็วๆ อย่าลืมว่า ดอกอะไรไม่งามเท่าดอกเบี้ย ใช้กฎของเลข 72 เตือนใจว่า หนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในเวลากี่ปี เอาเลข 72 ตั้ง หารด้วยอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น เงินกู้ 1 ล้านบาทที่อัตราดอกเบี้ย 18% จะพอกพูนเป็น 2 ล้านบาทภายในเวลา 4 ปีเท่านั้น และหากยังไม่ได้จ่ายคืนใน 4 ปี จะงอกเป็น 4 ล้านบาท ภายในเวลาอีก 4 ปี หรือพูดง่ายๆคือเงินกู้ 1 ล้านบาทกลายเป็น 4 ล้านบาท ภายในเวลา 8 ปี

 

ข้อที่ 4 การแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ รายจ่ายต้องไม่เกินรายรับ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้น “มีน้อยใช้น้อย” ให้เหมาะสมกับฐานะของตนเองนะคะ หากไม่สามารถจัดการงบประมาณได้ คือลดอย่างไรก็ไม่ลง ทุกอย่างจำเป็นหมด จะต้องหารายได้เพิ่มค่ะ จะคิดทำงานพิเศษ ทำงานล่วงเวลา จะขายของ หรือทำอะไรที่สามารถเพิ่มรายได้ ก็ต้องทำค่ะ

 

การกู้เงินมาใช้จ่ายเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจริงๆ เช่น เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ

 

ข้อที่ 5 เวลาเริ่มมีรายได้ ควรเริ่มวางแผนการเงินไว้ให้ดี และเก็บเงินออมส่วนหนึ่งไว้เผื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจะได้มีเงินออมมาช่วงรองรับเหตุไม่คาดฝันเหล่านี้

 

หลายคนมีหนี้เพราะการพนัน เมื่อเราทราบว่าเหตุของหนี้คือการพนัน เราก็ต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน เราก็จะไม่เป็นหนี้

 

ข้อที่ 6 อย่ากู้เงินก้อนใหม่ เพื่อมาโปะหนี้ก้อนเก่า หากเงื่อนไขไม่ได้ดีกว่าเดิม การรวบรวมหนี้ เป็นหนึ่งในวิธีจัดการหนี้สิน แต่ต้องเกิดประโยชน์เพิ่มด้วย เช่น คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (คือคิดตามอัตราที่แท้จริง ซึ่งดีที่สุด) อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม ฯลฯ การคิดจะยืดอายุหนี้ออกไป อาจจะดีในแง่ของภาระการผ่อนชำระต่องวดลดลง แต่มีข้อเสียคือต้องเป็นหนี้นานขึ้น และภาระดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้น

 

ข้อที่ 7 หากสามารถกู้ในระบบได้ ควรกู้ในระบบ คือกู้ผ่านสถาบันการเงินต่างๆ เพราะอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่า คิดแบบเป็นธรรมมากกว่า และ การทวงหนี้ก็มีอารยะกว่า

 

ข้อที่ 8 อย่าลากเอาบุคคลอื่นมาร่วมชะตากรรมกับเราด้วย ดิฉันเคยแนะนำว่า การกู้ร่วม จะช่วยให้วงเงินเพิ่มขึ้น และมีความยืดหยุ่นเรื่องระยะเวลามากขึ้น แต่อันนั้นหมายถึงกรณีกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น เช่น พ่ออายุ 55 ปี ธนาคารจะไม่ให้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยระยะเวลา 20 ปี แต่หากกู้ร่วมกับลูกซึ่งอายุ 30 ปี มีอาชีพการงานมั่นคง การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยนี้ก็จะเป็นไปได้ และใช้ที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกัน

 

แต่หากจะกู้เอามาใช้จ่าย อย่าลากเอาพ่อ แม่ พี่ น้อง แม้แต่ครูบาอาจารย์ เข้ามาค้ำประกันด้วยนะคะ เพราะเวลาเกิดปัญหา จะทำให้ไม่เหลือใครที่จะมาช่วยในไม้สุดท้ายได้เลย เรียกว่า “ล้มคนเดียว อย่าลากไปล้มทั้งบ้าน”

 

ข้อที่ 9 หากเห็นว่าจะมีปัญหาในการชำระหนี้ ให้ลองเจรจาก่อนภายในไม่เกิน 30 วันหลังจากครบกำหนดชำระ เพราะหากไม่เจรจา หนี้จะถูกจัดชั้น และสถาบันการเงินต้องกันเงินสำรอง ต้องคุยก่อน ประนอมหนี้ก่อน อย่าให้ถึงขั้นฟ้องร้องเร็ว เพราะจะมีค่าใช้จ่ายและความยุ่งยาก บางคนผัดผ่อนไปเรื่อยๆ ไม่ยอมเจรจา แม้เราไม่เจรจา ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับก็ถูกคำนวณทุกวันค่ะ และจำนวนหนี้ก็จะพอกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รวมถึงประวัติของเราก็จะเสียด้วย

 

ข้อที่ 10 เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ควรหาที่ปรึกษา เพื่อวางแผนการบริหารหนี้ ทุกอย่างมีทางออกค่ะ ดิฉันเห็นว่า “โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2“ ของธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะช่วยเป็นที่พึ่งให้กับลูกหนี้ได้เพิ่มขึ้น จากเดิมในระยะที่ 1 ที่ครอบคลุมเฉพาะหนี้ที่มีกับ ธนาคารพาณิชย์ ระยะที่สองจะครอบคลุมหนี้ที่มีกับสถาบันที่ไม่ใช้ธนาคารพาณิชย์ด้วย เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น

 

อีกหน่วยงานหนึ่งที่ดิฉันทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา คือ สำนักงานเขต ของกรุงเทพมหานครค่ะ มีที่ปรึกษาในการจัดการหนี้สินให้กับประชาชน โดยเจ้าหน้าที่บางคน ช่วยเจรจาหนี้กับเจ้าหนี้นอกระบบให้ด้วย ถือเป็นโครงการที่ดีมาก น่าสนับสนุนค่ะ

 

ย้ำอีกครั้งค่ะ “การไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ”

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 13 พ.ค. 2562

ผู้เขียน : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ           

หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก https://www.posttoday.com  

 

 

แผนชีวิตครอบครัว แผนเล็กที่ยิ่งใหญ่

FamilyPlan

แผนพัฒนา...จำเป็นต้องมีในทุกระดับ ตั้งแต่แผนพัฒนาประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล จนถึงหมู่บ้าน   รวมถึงแผนพัฒนาครอบครัว แผนเล็กที่ยิ่งใหญ่ แผนชีวิตครอบครัวก็จำเป็นต้องมีด้วยเช่นกัน   แผนชีวิตคืออะไร แผนชีวิตคือการจดบันทึกค่าใช้จ่ายครัวเรือนของตนเอง   การจัดทำบัญชีโดยทั่วไปอาจแค่รู้รายรับและรายจ่าย    แต่หากจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองและครอบครัว จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าควรทำบัญชีรายจ่ายอย่างไร  การจดบันทึกต้องลงรายละเอียดทุกบาททุกสตางค์  จึงจะทำให้เราสามารถเขียนแผนชีวิตที่ดีได้

การบันทึกรายจ่ายครัวเรือนอย่างละเอียด จะทำให้เราสามารถสังเคราะห์ข้อมูลจากรายจ่ายได้ และทำให้เกิดกระบวนการคิดตามอย่างมีเหตุมีผล   และสามารถตัดสินใจในอนาคตได้     ยกตัวอย่างเช่น   การซื้อพริกเพื่อนำมาทำกับข้าว  บางคนอาจจะบอกว่าแค่เงินไม่กี่บาทซื้อเอาก็ได้  แต่หากมาลองคิดกลับกันว่าเงินไม่กี่บาท  คิดเป็นจำนวนวัน  เดือน  ปี  รวมกันแล้วจะเป็นเงินกี่บาท  ตัวอย่างเช่น

ถ้าหากคนหนึ่งคนกินพริกมื้อละ 1 บาท 1 วัน มี 3 มื้อ เท่ากับ 3 บาท เดือนหนึ่งมี 30 วัน เท่ากับกินพริกเดือนละ 90 บาท 1 ปีมี 12 เดือน เท่ากับกินพริกปีละ 1,080 บาท ถ้าทั้งครอบครัวอยู่ด้วยกัน 5 คน เท่ากับหนึ่งครอบครัวกินพริกปีละ 5,400 บาท นี่แค่เงินซื้อพริกมื้อละ 1 บาทยังมีรายจ่าย 5,400 บาท   ถ้ามีการจดรายจ่ายอย่างละเอียด  การสังเคราะห์ข้อมูลเรื่องการกินพริกก็คงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  การเกิดกระบวนการคิดต่อยอดจากรายจ่ายที่ต้องเสียไปของครอบครัว   5,400 บาทต่อปี  หากคิดเรื่องตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทำให้เกิดเป็นเงินออมของครอบครัวจะดีกว่าไหม   การเรียนรู้ด้วยการทำบัญชีครัวเรือนจะนำไปสู่การคิดต่อยอดแผนเพื่อที่จะนำเอารายจ่ายเปลี่ยนมาเป็นเงินออม โดยต้องมีการศึกษาว่า... หนึ่งครอบครัวจะต้องปลูกพริกกี่ต้นจึงจะพอกิน และจะมีวิธีการปลูกอย่างไร? นี่คือแผนพัฒนาชีวิตและครอบครัวของตนเอง

          เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาชาวบ้านหมู่บ้านชัยคลี อำเภอหนองแก้ว อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี   หมู่บ้านชัยคลีมีชาวบ้านหลายครัวเรือนที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน  ชาวบ้านพึ่งพิงรายได้หลักจากการเก็บหาของป่าและรับจ้าง ซึ่งในรอบปีก็จะมีรายได้จากการเก็บหาของป่าหมุนเวียนไปตามฤดูกาล  เช่น  ไข่มดแดง  ผักหวาน  หน่อไม้  เห็ด  ฯลฯ  พอหมดฤดูกาลก็ไปรับจ้าง  อย่างไรก็ตามรายได้ที่ได้เข้ามาในครอบครัวแต่ละเดือนไม่สม่ำเสมอ    ในขณะที่รายจ่ายของครอบครัวก็จะมีการจ่ายประจำทุกวัน  โดยเฉพาะรายจ่ายในเรื่องค่าอาหาร ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน และค่าของใช้ในครัวเรือน ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นทั้งสิ้น

จากที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในเรื่องแนวทางการลดรายจ่ายในครัวเรือน  ทำให้ชาวบ้านเกิดความตั้งใจที่จะลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของตนเอง   ชาวบ้านชัยคลีจำนวนหนึ่งจึงได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่จะศึกษาเรียนรู้เรื่องการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของตนเอง  ด้วยการเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการทำแชมพู น้ำยาซักผ้า และน้ำยาล้างจานใช้เองเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน

ซึ่งจากการทดลองทำกิจกรรมครั้งนี้  ทำให้พบว่าการทำกิจกรรมผลิตแชมพู น้ำยาซักผ้า และน้ำยาล้างจานใช้เองเป็นเรื่องที่ไม่ยากลำบาก  และสามารถทำกันได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่   เมื่อจบกระบวนการแล้ว ทางกลุ่มได้มีการอภิปรายข้อมูลสินค้าหลัก ๆ ที่ชาวบ้านซื้อใช้ในครัวเรือน และมีการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก  พบว่าสินค้าเหล่านี้ที่ขายในท้องตลาดทำไมราคาถึงแพง ส่วนหนึ่งเพราะมีการโฆษณาอย่างมาก   ทำให้ได้ข้อมูลว่าเนื่องด้วยทางบริษัทจะต้องมีการจ้างดาราเพื่อโฆษณาสินค้า จ่ายค่าเช่าเวลากับทางสถานี  และมีค่าใช้จ่ายจิปาถะเพื่อให้สินค้าติดตลาด และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการอยากใช้สินค้าของตนเอง ดังนั้นเมื่อบวกต้นทุนค่าการตลาดเข้าไปจึงทำให้สินค้ามีราคาแพงจากความเป็นจริงหลายเท่าตัว  

กลุ่มชาวบ้านที่เข้าร่วมกิจกรรม วางแผนกันว่าจะทำการผลิตเอง ใช้เอง เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน และขายกันเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้านของตนเอง พร้อมกับการจัดทำบัญชีรายจ่ายของครัวเรือนไปด้วย เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวของตนเองแล้ว ยังสามารถเป็นกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านของตนเองได้เป็นอย่างดี

          หากชาวบ้านและคนในชุมชนสามารถทำแผนพัฒนาครอบครัวและชีวิตได้มากขึ้น  ก็จะทำให้เราลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสามารถนำรายจ่ายเป็นเงินออมให้กับชีวิตครอบครัว และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้  โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจและความขัดสนในยุคสมัยนี้

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 12 พ.ค. 2562

 

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้471
เมื่อวานนี้484
สัปดาห์นี้471
เดือนนี้20849
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 1122196
Visitor IP : 54.234.227.202 20 พฤษภาคม 2562

มี 11 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์