บทความ

แก้ “ปัญหาสังคม” เรื่องที่ (ยัง) ต้องพึ่งรัฐ

SocialEnterprise

ที่มาภาพ : http://www.salforest.com
 

สวัสดีค่ะ ฉบับนี้ดิฉันมีรายงานฉบับหนึ่งที่น่าสนใจและขอสรุปความมาให้ทุกท่านค่ะ นั่นคือรายงานเรื่อง “มุมมอง : กิจการเพื่อสังคมไม่ใช่การเปลี่ยน

โดย มาร์แชลล์ แกนซ์, ทามารา เคย์ และเจสัน สไปเซอร์ ที่เผยแพร่ใน Stanford Special Innovation Review ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดเมื่อไม่นานนี้ค่ะ

รายงานดังกล่าว ระบุว่า การแก้ไขปัญหาสังคมในเชิงลึกหรือโครงสร้างนั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยคน อาศัยการเมือง และอำนาจรัฐ ไม่ใช่พึ่งพาหรือเพิ่มจำนวน กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise หรือ SE) ให้มากขึ้นค่ะ

แม้กิจการเพื่อสังคม หรือ SE จะเป็นโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้สังคม อย่างไรก็ตามกิจการเพื่อสังคมไม่ได้มีบทบาทในการแก้ปัญหาใน “เชิงระบบ” ของปัญหาสังคมที่กิจการนั้นๆ มุ่งเน้นแก้ไขมากนัก และบางปัญหาสังคมกลับยิ่งดูรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นในหลายประเทศ กิจการเพื่อสังคมยังอาจทำให้หน่วยงานราชการ ภาคประชาชน ภาคการเมือง และภาครัฐบาลนั้นบรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ลำบากขึ้น

ทำไมน่ะหรือคะ ก็เพราะว่ากิจการเพื่อสังคมเหล่านี้เป็นเหมือนอีกทางเลือกหนึ่งของสังคมที่ริเริ่มโดยภาคเอกชน และเป็นแนวคิดเสรีนิยมแบบใหม่ (Neoliberal) ที่มีความเชื่อว่าภาคเอกชนนั้นสร้างผลลัพธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ไม่ใช่ภาครัฐ โดย SE นั้น มองว่าปัญหาสังคมนั้นเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับ “องค์ความรู้” และสามารถแก้ไขได้ด้วยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ต้องมีการแข่งขันกันระหว่างภาคธุรกิจหรือกิจการเพื่อสังคมด้วยกันเอง ด้วยการดำเนินการทั้งในรูแปแบบแสวงกำไรและไม่แสวงกำไร หรือทั้งสองอย่าง

ในทางกลับกัน ภาครัฐหรือภาคการเมืองนั้นมองว่าที่จริงแล้วปัญหาทางสังคมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “อำนาจ” โดยการจะแก้ปัญหาสังคมนั้นต้องอาศัยอำนาจทางการเมืองการปกครองและกระทำโดยหน่วยงานทางการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง เพื่อสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระดับโครงสร้าง

ตัวอย่างของวิธีดังกล่าวที่สำเร็จ ได้แก่การแก้ปัญหาโดยภาครัฐบาลในด้านต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร การกำหนดสิทธิแรงงาน สิทธิพลเมือง สิทธิสตรี และการป้องกันสิ่งแวดล้อม ในหลายๆ ประเทศ เป็นต้น

ซึ่งจะว่าไปวิธีการทั้งสอง (กิจการเพื่อสังคม และนโยบายรัฐ) นั้นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากลักษณะสำคัญของวิธีการที่กิจการเพื่อสังคมใช้นั้น มักจะมุ่งเน้นไปที่ความเป็น “ฮี่โร่” ของตัวบุคคลหรือตัวกิจการเองว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และทำตัวเป็น Change agent ที่สำคัญของสังคม เช่นมองหาโอกาสที่คนอื่นอาจมองข้ามเพื่อเอามาปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้น นอกจากนี้เหล่า SE เองมักมองว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมที่ดีที่สุดนั้นต้องอาศัยรูปแบบของบริษัทหรือกิจการ เนื่องจากมีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพในการให้บริการ และเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค โดยกิจการเพื่อสังคมนั้นไม่ได้แข่งขันเพื่อ “ลูกค้า” แต่แข่งขันให้มี “ผู้บริจาค” ที่เป็นนักลงทุนหรือผู้สนับสนุนจากภาคธุรกิจ ที่มีพันธะสัญญาว่ากิจการดังกล่าวจะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่End usersหรือผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ากิจการเพื่อสังคมจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ได้เลย แต่หมายความว่ากำลังความสามารถของกิจการเพื่อสังคมในการรับมือกับปัญหาใหญ่ๆ ในสังคมนั้นอาจไม่เพียงพอโดยที่ผ่านมาโมเดลของ SE ได้เปลี่ยนรูปแบบของภาครัฐให้มาเป็นรูปแบบของภาคเอกชนมากขึ้น ทั้งแบบแสวงและไม่แสวงกำไร โดยแยกออกจากระบบการปกครองที่กำกับโดยการอาศัลกลไกตลาด ซึ่งทำให้เมื่อต้องแก้ปัญหาสังคมปัญหาใหญ่ๆ อย่างปัญหาเศรษฐกิจ เชื้อชาติ เพศ ความไม่เท่าเทียม การแพทย์ การศึกษา หรือกระบวนการยุติธรรม การใช้โมเดลของกิจการเพื่อสังคมจึงไม่ค่อยได้ผล

ในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย การสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมนั้นจำเป็นต้องมีการร่วมมือกันอย่างยั่งยืนระหว่างภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดยกิจการเพื่อสังคมอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของประชาสังคมที่สามารถใช้คู่ขนานกันไป แต่ทั้งนี้ต้องพึงระวังว่าการให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมนั้นเป็นเสมือนลูกค้าแทนที่จะเป็นพลเมืองคนหนึ่ง อาจทำให้พวกเขาไม่เข้ามามีส่วนร่วมหรือตัดสินใจทางการเมือง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงและความเท่าเทียมที่ทุกคนในสังคมควรได้รับ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนในสังคมนั้นใช้สิทธิใช้เสียงที่ตนเองมี และไม่ออกไปจากระบบการเมืองการปกครองของภาครัฐ

การแก้ปัญหาสังคมได้อย่างแท้จริงนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยมีกิจการเพื่อสังคมจากภาคเอกชนเป็นฟันเฟืองในการสร้าง เครือข่าย” หรือนำ องค์ความรู้” มาร่วมสนับสนุนนั่นเองค่ะ

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 เม.ย. 2561

ผู้เขียน : กมลวรรณ จินตรัตน์

 

 

นาแปลงใหญ่ ‘โคกยาง’ เฮ เอกชนหนุนสารปรับปรุงดิน ลุ้น ‘แหล่งน้ำ’ ปลูกข้าวอินทรีย์

KokyangRicefarm

 

ที่วัดโคกทมบรมจินดา บ้านโคกทม ตำบลโคกยาง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ นายพรชัย มุ่งเจริญพร กรรมการสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เป็นประธานในพิธีมอบสารปรับสภาพดินให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง จำนวน 1,200 กระสอบ โดยมี นายทวี   ยิ้มชื่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง นำเกษตรกรชาวนาที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์จำนวนมาก ต่างพากันนำรถกระบะ รถไถลากพ่วง   มาต่อคิวรับสารปรับสภาพดินกันอย่างคึกคัก

สำหรับสารปรับสภาพดินที่มอบครั้งนี้ เป็นสารปรับสภาพดินยี่ห้อ TORCH (ทอช) ของบริษัท ทอช      คบเพลิง (ไทยแลนด์) จำกัด สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งทาง บริษัท ทอช คบเพลิง (ไทยแลนด์) จำกัด ได้นำมาจำหน่ายให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง ในราคาพิเศษ จากปกติกระสอบละ 350 บาท เหลือเพียงกระสอบละ 300 บาท เท่านั้น โดยทางบริษัทจะยังไม่เก็บเงินจากเกษตรกรแต่อย่างใด ให้นำไปใช้ปรับสภาพดินก่อนไร่ละ 2 กระสอบ เมื่อผลผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่เกษตรกรปลูกและเก็บเกี่ยวแล้ว สามารถนำมาจำหน่ายให้กับบริษัทโดยตรง ซึ่งจะรับประกันราคาให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในราคา กิโลกรัมละ 18 บาท หรือ 18,000 บาท ต่อตัน จากนั้นทางบริษัทจึงจะหักค่าสารปรับสภาพดินกระสอบละ 300 บาท หลังจากเก็บเกี่ยวมาขายกับบริษัท ซึ่งโครงการดังกล่าวสร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกรชาวนาที่เข้าร่วมโครงการอย่างมาก เพราะต่างดีใจที่จะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าปกติ

นายทวี ยิ้มชื่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง เปิดเผยว่า โครงการวันนี้ทางตำบลโคกยางได้รวมกลุ่มกันเป็นเกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนบน ตอนนี้ได้รวมกลุ่มกันทั้งตำบลทุกหมู่บ้าน และมีตำบลใกล้เคียงกันเข้ามาร่วมโครงการ ตอนนี้มีสมาชิกร่วม600 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 7,000 ไร่ และเมื่อรวมกลุ่มกันแล้วได้มองเห็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือเรื่องของแหล่งน้ำในการเพาะปลูก ก็อยากวอนหน่วยงานทางราชการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มาดูเรื่องแหล่งน้ำให้กับสมาชิก เพื่อจะได้ทำการเพาะปลูกด้านเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลที่สุด วันนี้เรารวมกลุ่มกันได้แล้วแต่ขาดเพียงเรื่องแหล่งน้ำ

“ในวันนี้ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน จากทอช คนทำนา เลี้ยงวัว ได้สนับสนุนเรื่องสารอินทรีย์ปรับปรุงดินแก่กลุ่มเกษตรกรของเรา เป็นหลักการที่เราทำเกษตรย้อนไปยุคบรรพบุรุษ คือทำการเกษตรให้มีไส้เดือน กุ้ง หอย ปู ปลา เราจะกลับไปสู่ยุคนั้นอีกทีหนึ่ง เพราะทุกวันนี้เราเป็นทุกข์จากเรื่องของสารเคมีมาพอสมควร วันนี้เราจะกลับไปสู่บรรพบุรุษให้มีไส้เดือน กุ้ง หอย ปู ปลาให้อุดมสมบูรณ์ในแปลงนาเราให้ได้ นี่คือเป้าหมายของเราที่จะทำ ต้องขอบคุณทอช ที่ร่วมลงทุนให้กับสมาชิกโดยไม่มีข้อแม้ สมาชิกไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เป็นการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ก็ยังขาดเรื่องของส่วนราชการและส่วนที่เกี่ยวข้องในการสมทบเรื่องแหล่งน้ำให้กับเกษตรกร ในวันนี้ทุกอย่างทั้งการตลาดก็พร้อมหมดแล้ว ตำบลโคกยางเป็นพื้นที่ลำน้ำตอนบนของห้วยเสนง แต่ว่ายังขาดการบูรณาการที่สมบูรณ์แบบไม่มี”

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง ระบุว่า การแจกจ่ายสารอินทรีย์ครั้งนี้จะให้สมาชิก 2 กระสอบ ต่อไร่ ครั้งก่อนได้มีการแจกจ่ายพันธุ์ข้าวมะลิ 105 ให้กับเกษตรกรไปแล้ว ไร่ละ 25 กิโลกรัม สมาชิกรับไปแล้วประมาณ 4,000 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลดีสำหรับเกษตรกรเป็นอย่างมากในการทำเกษตรอินทรีย์ เราจะต้องเอาธรรมชาติกลับคืนมาให้ได้ ซึ่งวันนี้เราได้รับความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างดีที่ร่วมในการดำเนินการขับเคลื่อนให้เป็นผลต่อไป

ด้าน นายนำ ละเมียดดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โคกยาง บอกว่า เรื่องของงบประมาณในการขุดลอกลำห้วยนั้น นับว่าเป็นงบประมาณที่ค่อนข้างสูงมาก การดำเนินการเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่ต้องลงมาช่วย เพราะเกินกำลังกว่าที่ อบต.จะดำเนินการ เรามีเพียงแหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่ แต่แหล่งน้ำซึ่งเป็นหัวใจหลัก ทั้งที่เป็นเส้นหลักของลำห้วยเสนง 2 ไม่มีที่กักเก็บน้ำเพื่อทำการเกษตรให้กับเกษตรกรเลย หวังอย่างยิ่งว่าผู้ใหญ่จะได้ให้ความสำคัญในจุดนี้

นางอรุณ สัชชานนท์ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง บอกว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการ ตนมีที่นา 9 ไร่ ลองปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ดู หากทำแล้วดีขายได้ราคาดีก็จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม นอกจากนี้ในพื้นที่ยังต้องการแหล่งน้ำ เพราะถ้าฝนไม่ตกก็ลำบาก และที่สำคัญคืออยากหมดหนี้ เมื่อมีการประกันราคาให้ข้าวอินทรีย์ตันละ 18,000 บาท ชาวนาที่ร่วมโครงการก็ดีใจจะได้หมดหนี้ เพราะปลูกปีแรกสามารถขายได้เลย หากใช้สารปรับสภาพดินจากทอช

นางเกื้อง สุรเนตร สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง ในวัย 60 ปี บอกว่า แค่ให้ในพื้นที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ นอกจากชาวนาจะปลูกข้าวอินทรีย์ได้แล้ว ยังสามารถเลี้ยงสัตว์ ปลูกผักขายได้ มีรายได้ตลอดทั้งปี แต่ขณะนี้ในพื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำเลย อยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาช่วยเหลือชาวนาด้วย

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 3 เม.ย. 2561

ผู้เขียน : ดำรงพล พาชื่น

 

 

 

“หมู่บ้านป่าแหว่ง” บ้านพักตุลาการ เปิดข้อกำหนด “ป่าเสื่อมโทรม” จริงหรือ?

BaanTulakan01

 

จากกรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรม ดำเนินโครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ ด้านหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ถนนเลียบคันคลองชลประทาน ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กลายเป็นที่วิจารณ์ถึงความเหมาะสม 

เนื่องจากหมู่บ้านสร้างอยู่บนเชิงเขาใกล้กับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพ-ปุย พื้นที่ป่าเต็งรังเดิม ถูกแผ้วถางกลายเป็นทัศนียภาพอุจาดตา และถูกตั้งฉายาว่า “หมู่บ้านป่าแหว่ง”

กระทั่ง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงที่มาที่ไปของที่ดินผืนดังกล่าว ว่าเดิมเป็นของกรมป่าไม้ แต่เนื่องจากมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม กองทัพภาคที่ 3 จึงขอใช้สถานที่เพื่อฝึกกำลังพล 

ต่อมาในปี 2500 กรมที่ดินได้ออกเอกสารหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) 394/2500 จำนวน 23,787 ไร่ เพื่อให้กระทรวงกลาโหมใช้ในราชการ กองทัพภาคที่ 3 ได้ไปขอขึ้นทะเบียนการใช้ประโยชน์ต่อกรมธนารักษ์

ปี 2540 สำนักอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ได้ทำเรื่องขอแบ่งใช้ประโยชน์พื้นที่บางส่วน ปี 2547 กองทัพบกได้อนุมัติให้สำนักอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ให้ใช้พื้นที่ 143 ไร่ 

โดยกองทัพบกได้ทำเรื่องส่งคืนพื้นที่ตามแปลงที่ดินนั้นให้กรมธนารักษ์ จากนั้นปี 2549 กรมธนารักษ์ออกหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินราชพัสดุดังกล่าว

ต่อมากระทรวงการคลังได้อนุมัติให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้พื้นที่ก่อสร้างที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพัก และอาคารชุดสำหรับข้าราชการตุลาการ

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้รับงบประมาณ ปี 2556 จึงเริ่มเปิดพื้นที่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้

 

BaanTulakan02

 

สิ่งที่น่ากังขา คือ นิยามของคำว่า “ป่าเสื่อมโทรม” ที่โฆษกรัฐบาลกล่าวอ้าง เนื่องจากในอดีตยังมีสภาพของความเป็นป่า ก่อนที่จะถูกแผ้วถางออกเป็นหมู่บ้านตุลาการจนเป็นที่อุจาดตาแก่ผู้พบเห็น

โดยเฉพาะภาพถ่ายทางอากาศที่ “กลุ่มขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” นำมาเผยแพร่ พบว่าปี 2557 ยังคงมีสภาพเป็นป่าเขียวขจี แต่ผ่านไป 4 ปี พบว่ากลายเป็นป่าแหว่งเฉยเลย

นอกจากนี้ ที่มาที่ไปของที่ดินผืนนี้ ไม่ใช่ “ที่ราชพัสดุ” ตั้งแต่ต้น แต่กองทัพภาคที่ 3 เอาที่ดินกรมป่าไม้ อ้างว่า “ป่าเสื่อมโทรม” ไปใช้ฝึกกำลังพล แล้วถึงได้หนังสือ นสล.ก่อนไปขึ้นทะเบียนต่อกรมธนารักษ์

หนำซ้ำ ผู้ใหญ่ในกองทัพอ้างว่า ที่ดินผืนนี้ตลอดมาก็แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปล่อยทิ้งร้างเอาไว้ จากนั้นทางสำนักงานศาลยุติธรรมจึงมาขอใช้ต่อ

จึงไปพ้องกับคำพิพากษาศาลฎีกา 16060/2557 กรณีที่ดินทัณฑนิคมคลองไผ่ จ.นครราชสีมา ที่พิพากษาว่า เมื่อยังไม่มีการใช้ประโยชน์ จึงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ใช่ที่ดินราชพัสดุ 

เมื่อมาดูนิยามของคำว่า “ป่าเสื่อมโทรม” พบว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2530 เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดสภาพป่าเสื่อมโทรม และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดสภาพป่าเสื่อมโทรม ระบุนิยามเอาไว้ว่า

ป่าเสื่อมโทรม หมายความว่า ป่าที่มีสภาพเป็นป่าไม้ร้าง หรือทุ่งหญ้า หรือเป็นป่าที่ไม่มีไม้มีค่าขึ้นอยู่เลย หรือมีไม้มีค่าลักษณะสมบูรณ์เหลืออยู่เป็นส่วนน้อยและป่านั้นยากที่จะฟื้นคืนดีตามธรรมชาติได้

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดสภาพป่าเสื่อมโทรมตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2530 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 คือ

1. เป็นป่าไม้ที่มีไม้มีค่าที่มีลักษณะสมบูรณ์เหลืออยู่เป็นส่วนน้อย และป่านั้นยากที่จะกลับฟื้นคืนดีได้ตามธรรมชาติ โดยมีไม้ขนาดความโตวัดโดยรอบลำต้นตรงที่สูง 130 เซนติเมตร ตั้งแต่ 50-100 เซนติเมตร ขึ้นไป ขึ้นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ไม่เกินไร่ละ 8 ต้น หรือมีไม้ขนาดความโตเกิน 100 เซนติเมตร ขึ้นไป ขึ้นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ไม่เกินไร่ละ 2 ต้น

2. ในกรณีที่ป่านั้นอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารชั้นที่ 1A ชั้นที่ 1B และชั้นที่ 2 แม้จะมีต้นไม้น้อยเพียงใดก็ตาม ก็มิให้กำหนดเป็นป่าเสื่อมโทรม

3. มีลูกไม้ขนาดความสูงเกิน 2 เมตร ขึ้นไป ขึ้นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ไม่เกินไร่ละ 20 ต้น หรือมีไม้ขนาดความโตวัดโดยรอบลำต้นตรงที่สูง 130 เซนติเมตร ตั้งแต่ 50-100 เซนติเมตร ขึ้นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ไม่เกินไร่ละ 8 ต้น หรือมีไม้ขนาดความโตเกิน 100 เซนติเมตร ขึ้นไป ขึ้นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ไม่เกินไร่ละ 2 ต้น หรือพื้นที่ป่าที่มีไม้เข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ลักษณะดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วต้องมีจำนวนไม่เกินไร่ละ 16 ต้น

 

BaanTulakan03

 

ในส่วนของกลุ่มเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ 16 องค์กร ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน เป็นป่าเขตกันชนรอยต่ออุทยานแห่งชาติ

“โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ ได้ก่อสร้างล้ำขึ้นจากแนวการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาอัคคีภัย อุทกภัย โคลนถล่มตามฤดูกาล และที่สำคัญก็คือ การบุกเบิกใช้พื้นที่บริเวณนั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มของการขยายพื้นที่ใช้ประโยชน์เขตราชพัสดุส่วนที่เป็นป่าดอยสุเทพลุกลามตามมา” แถลงการณ์กลุ่มเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ระบุ

ทั้งนี้ ข้อเสนอของภาคประชาชนก็คือ ให้สำนักงานศาลยุติธรรมคืนพื้นที่บางส่วนของโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ แก่กรมธนารักษ์ ก่อนฟื้นฟูสภาพป่าและระบบนิเวศ เพื่อให้กลับมาเป็นป่าของชาวเชียงใหม่โดยรวมต่อไป

น่าสังเกตว่า การแก้ปัญหาเรื่องนี้มีแนวทางไว้ 3 ทาง คือ ก่อสร้างโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการต่อให้เสร็จ เพราะถือว่าทำถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบทุกอย่าง โดยศาลยุติธรรมและผู้รับเหมาต้องการทางออกนี้ แต่ประชาชนจะไม่พอใจ 

แนวทางที่ 2 ยุติการสร้างเฉพาะส่วนบ้านพักแล้วรื้อถอนออก แม้ประชาชนต้องการ แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ ผู้รับเหมาก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาล ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยให้ คสช.ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งรองรับ

หรือทางออกสุดท้าย ยุติก่อสร้างชั่วคราว ทำความตกลงว่าจะไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย คาดว่ารัฐบาลกำลังใช้แนวทางนี้อยู่ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ใช้มาตรา 44 ตามแนวทางที่ 2 เพื่อระงับปัญหาที่เกิดขึ้น

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ วันที่ 9 เม.ย. 2561

 

 

เนื้อหาอื่นๆ...

  1. เราจ่าย ใครได้ คำถามปลายทางภาษี
  2. เกษตรกรรมรายใหญ่
  3. พ.ร.บ.อีอีซีขายชาติจริงหรือ? ‘คณิศ’ย้ำชัดไม่ปล่อยเช่าที่ดิน99ปี
  4. ว่าด้วยความมั่นคงทางอาหาร ปากท้อง และโลกของเรา
  5. คุยกับ สุริชัย หวันแก้ว: อารมณ์ในความเหลื่อมล้ำกับเหตุผลสำคัญของความฝันร่วม
  6. ชาวโพนเมืองน้อย อำนาจเจริญ รวมกลุ่ม ผลิตข้าวอินทรีย์ส่งขายโรงแรม 5 ดาว-ศูนย์ประชุม
  7. “ไร่จอมยุทธ์” ไร่อ้อยอินทรีย์ เครือข่ายสามพรานโมเดล อ้อย 1 ตัน แปรรูปขายได้เป็นแสน
  8. food democracy: ประชาธิปไตยทางอาหาร สิทธิในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่ “พิษที่ต้องกิน พิษจากการกิน”
  9. สถาบันเกษตรอินทรีย์...จำเป็นหรือยัง
  10. "ทฤษฎีความร่วมมือ" แก้ปัญหาป่าน่านสไตล์ "น้ำพางโมเดล"

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้1177
เมื่อวานนี้937
สัปดาห์นี้4522
เดือนนี้18308
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 686178
Visitor IP : 54.36.148.206 20 เมษายน 2561

มี 60 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์