บทความ

เสรีนิยมใหม่ : อุดมการณ์อันเป็นต้นตอของปัญหา

 

Neoliberalism

 

เสรีนิยมใหม่ : อุดมการณ์อันเป็นต้นตอของปัญหา
George Monbiot (2016)

---------------------------------------------
มาจาก : Neoliberalism - The ideology at the root of all our problems 15 เมษายน 2016
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

“การล่มสลายของระบบการเงิน ภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม

และกระทั่งการขึ้นสู่อำนาจของ Donald Trump

ล้วนแล้วแต่มีอุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่เป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุของปัญหาทั้งนั้น”

 

ลองจินตนาการสิว่ามันจะเป็นอย่างไรหากผู้คนในสหภาพโซเวียตนั้นไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ หากคุณจินตนาการไม่ออกแล้วล่ะก็สภาพสังคมในปัจจุบันนี้คือคำตอบ นั่นเพราะในปัจจุบันนี้เราถูกครอบงำเอาไว้ด้วยชุดอุดมการณ์ที่เราไม่รู้จักชื่อของมัน หรือต่อให้คุณทราบชื่อที่แท้จริงของมัน ชื่อนั้นก็จะถูกปฏิเสธอยู่ดี และชื่อที่ว่านั้นก็คือ “เสรีนิยมใหม่” คุณรู้หรือเปล่าว่าคำนี้หมายถึงอะไร?

การไม่มีชื่อหรือการพยายามปฏิเสธชื่อของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่นี้เป็นทั้งลักษณะและที่มาของอำนาจของมัน อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่นั้นมีบทบาทอันโดดเด่นในวิกฤตการณ์หลายครั้ง เช่น การล่มสลายของระบบการเงินในปี 2007-2008 การเคลื่อนไหวเงินและอำนาจภายนอกประเทศที่เอกสาร Panama Papers ได้เปิดเผยให้เรารับทราบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การล่มสลายของระบบสวัสดิการด้านสาธารณสุขและการศึกษา การช่วยเหลือเด็กยากไร้ การขยายตัวของความเป็นปัจเจก การพังทลายของระบบนิเวศ การขึ้นสู่อำนาจของ Donald Trump เป็นต้น แต่ทว่าเรากลับตอบสนองต่อวิกฤตปัญหาเหล่านี้ด้วยการตัดช่องน้อยแต่พอตัวกัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพวกเราถูกขับดันไปด้วยปรัชญาซึ่งเชื่อมโยงกัน

การแพร่กระจายตัวของลัทธเสรีนิยมใหม่นั้นทำให้เราไม่แม้แต่จะตระหนักได้ว่ามันเป็นอุดมการณ์ ในทางกลับกันนั้นกลายเป็นว่าเราจะรับเอาความคิดแบบเสรีนิยมใหม่มาเสียด้วยซ้ำในการมองภาพสังคมในอุดมคติ ลัทธิงมงายที่เชื่อในคำอธิบายของสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่พยายามเชื่อมโยงตัวเองให้คล้ายกับกฎทางชีววิทยา อย่างทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วินส์

 

“ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคมนั้นถูกนำมาเล่าใหม่

ราวกับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ระบบตลาดถูกทำให้เชื่อว่าจะเป็นระบบที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการได้”

 

ลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้นมองว่าการแข่งขันคือลักษณะโดยธรรมชาติในความสัมพันธ์ของมนุษย์ มันได้ทำการนิยามความหมายใหม่ให้พลเมืองกลายเป็นลูกค้า ทำให้ระบบการเลือกแบบประชาธิปไตยการเป็นการรูปแบบของการซื้อและการขาย เป็นกระบวนการที่ทำให้การให้รางวัลและการลงโทษกลายเป็นเรื่องไร้คุณภาพ สิ่งเดียวที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่รักษาเอาไว้คือความคิดที่ว่า “ระบบตลาด” จะนำไปสู่ผลประโยชน์ขนาดมหาศาล

การพยายามควบคุมการแข่งขันถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่คุกคามต่อเรื่องเสรีภาพ การควบคุมตลาดและการจัดเก็บภาษีนั้นจำเป็นจะต้องถูกลดลง บริการสาธารณะจะต้องถูกแปรรูปให้ไปอยู่ในมือของเอกชน องค์กรของแรงงานและการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงานนั้นถูกมองว่าเป็นเหมือนสิ่งที่บิดเบือนระบบตลาดที่จะทำลายระบบการแบ่งชนชั้นโดยธรรมชาติระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคมนั้นถูกนำมาเล่าใหม่ราวกับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันเป็นสิ่งที่ให้กำเนิดความมั่งคั่งและเป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะ พวกเขาเชื่อว่าระบบตลาดนั้นจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระจายความมั่งคั่งจากบนลงล่าง มันเป็นความพยายามสร้างสังคมที่เท่าเทียมขึ้นบนระบบตลาดและปกป้องการพังทลายของระบบศีลธรรม ระบบตลาดถูกทำให้เชื่อว่าจะเป็นระบบที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการได้

พวกเราต่างผลิตซ้ำซ้ำลัทธิความเชื่อนี้ พวกคนรวยมักจะบอกตัวเองเสมอว่าความร่ำรวยและความสำเร็จของเขามาจากเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างผลบุญ โดยไม่สนใจเรื่องความได้เปรียบด้านอื่นๆ เช่น มรดก ชนชั้นที่สูงกว่า โอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่า ที่ช่วยปกป้องความร่ำรวยและความสำเร็จของพวกเขาเอาไว้ และในขณะเดียวกันนั้นมันก็ทำให้คนจนต้องหันมาโทษตัวของพวกเขาเองเพราะความล้มเหลวของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อะไรได้เลยก็ตาม

มันเป็นการโทษตัวเองที่ไม่ต้องสนใจเรื่องโครงสร้างที่ทำให้เกิดการว่างงาน เพราะมันจะมีคำอธิบายว่าที่คุณว่างงานก็เพราะคุณไม่มีความสามารถพอ ไม่ต้องสนใจเรื่องค่าเช่าบ้านที่สูงจนคุณไม่มีปัญญาจ่าย เพราะถ้าคุณไม่สามารถจ่ายมันได้เพราะวงเงินบัตรเครดิตเต็มนั่นก็เป็นเพราะความสะเพร่าและความอ่อนแอของตัวคุณเอง ไม่ต้องสนใจหากว่าลูกๆ ของคุณต้องเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีสนามเด็กเล่น และถ้าหากพวกเขากลายเป็นเด็กอ้วนนั่นก็เป็นความผิดของคุณ ในโลกที่ปกครองด้วยการแข่งขัน ผู้ที่ล้มลงเบื้องหลังจะถูกทิ้งและถูกตราหน้าว่าเป็นพวกขี้แพ้

ท่ามกลางผลลัพธ์เหล่านี้เป็นดังที่ Paul Verhaeghe ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาเรื่อง What About Me? ว่านี่คือการแพร่กระจายของการทำร้ายตัวเอง ความผิดปกติ ความกดดัน ความรู้สึกตกต่ำ ความโดดเดี่ยวแปลกแยก ที่แสดงออกมาในรูปแบบของความกังวลและอาการหวาดกลัวสังคม บางทีนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกเลยสำหรับประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งลัทธิเสรีนิยมใหม่ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างเคร่งครัด และแน่นอนว่าในตอนนี้พวกเราเองต่างก็เป็นเสรีนิยมใหม่ด้วยเหมือนกัน

***

ลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้นได้ประกาศตัวเป็นครั้งแรกในการประชุมที่ปารีสในปี 1938 ท่ามกลางบรรดาผู้ร่วมประชุมนั้นมีชายสองคนที่พยายามในคำนิยามอุดมการณ์แบบดังกล่าวนั่นคือ Ludwig von Mises และ Friedrich Hayek ซึ่งทั้งคู่ถูกเนรเทศจากออสเตรีย พวกเขามองว่าระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ถูกทำให้สุดขั้วโดย Franklin Roosevelt นั้นเป็นเหมือนการต่อรองใหม่ที่ค่อยๆพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการในอังกฤษ ที่เป็นเสมือนการประกาศตัวเป็นลัทธิรวมหมู่เช่นเดียวกับลัทธินาซีหรือลัทธิคอมมิวนิสต์

ในหนังสือเรื่อง The Road to Serfdom ที่เผยแพร่ในปี 1944 Hayek ได้โต้แย้งแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ที่พยายามทำลายรูปแบบปัจเจกชนนิยมว่าจะเป็นการนำไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ เช่นเดียวกับหนังสือเรื่อง Bureaucracy ของ Mises หนังสือเรื่อง The Road to Serfdom นั้นได้รับความนิยมอย่างมาก และได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่คนร่ำรวย ผู้มองว่างานปรัชญาเหล่านี้จะเป็นโอกาสในการทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากระบบภาษี และในปี 1947 นั้น Hayek ได้ก่อตั้งองค์กรที่จะเผยแพร่ความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ออกไปอย่างกว้างขวางชื่อ Mont Pelerin Society ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบรรดาเศรษฐีจำนวนมาก

และด้วยความช่วยเหลือเหล่านี้ Hayek ได้เริ่มต้นที่จะสร้างสิ่งที่ Daniel Stedman Jones ได้อธิบายเอาไว้ในงานเรื่อง Masters of the Universe ว่า “รูปแบบของเสรีนิยมสากลใหม่” อันเป็นเครือข่ายของนักวิชาการ นักธุรกิจ นักข่าวและนักกิจกรรม สองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ที่สร้างขบวนการเคลื่อนไหวที่มีกลุ่มคนร่ำรวยให้การสนับสนุนในการทำงานทางความคิดเพื่อพัฒนาและนำเสนออุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ ในเครือข่ายของพวกเขานั้นประกอบไกด้วยสถาบันต่างๆเช่น  American Enterprise Institutethe Heritage Foundationthe Cato Institutethe Institute of Economic Affairsthe Centre for Policy Studies and the Adam Smith Institute นอกจากนี้พวกเขายังให้เงินสันบสนุนแก่ผู้มีตำแหน่งทางวิชาการหรือสถาบันทางวิชาการอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และมหาวิทยาลัยเวอจิเนีย

ภายใต้การพัฒนานี้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่ค่อยๆทวีความเข้มแข็งขึ้น Hayek มองว่ารัฐบาลควรวางกฎระเบียบเรื่องการแข่งขันเพื่อป้องกันกลุ่มเศรษฐี โดยนักเสรีนิยมใหม่ชาวอเมริกันอย่าง Milton Friedman นั้นเชื่อว่าอำนาจที่ผูกขาดนั้นควรจะถูกมองว่าเป็นเหมือนเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ

มีเรื่องสำคัญประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างการเคลื่อนไหวนี้นั่นคือการหายไปของชื่อเสรีนิยมใหม่ ในปี 1951 นั้น Friedman พึงพอใจที่จะอธิบายและนิยามว่าตัวเขาเองเป็นเสรีนิยมใหม่ แต่หลังจากนั้นไม่นานการนิยามตัวเองแบบนั้นได้หายไป และแม้ว่ารูปแบบของอุดมการณ์จะยิ่งแหลมคมขึ้นและการเคลื่อนไหวจะมีการรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นชื่อของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ก็ยิ่งเลือนหายไปด้วย

ในลำดับแรกนั้นแม้ว่ามันจะมีการใช้เงินทุนอย่างฟุ่มเฟือยแต่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ก็ยังคงรักษาตัวอยู่ได้ แม้ว่าภายหลังสงครามโลกนั้นแนวคิดทางเศรษฐกิจของ John Maynard Keynes ได้รับการยอมรับเป็นฉันทามติร่วมและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย การเพิ่มตำแหน่งงานและการบรรเทาความยากจนกลายเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปตะวันตก อัตราภาษีระดับบนนั้นยังคงสูงอยู่และรัฐบาลพยายามเสาะหาผลสำเร็จทางสังคมอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ มีการพัฒนาบริการสาธารณะมากขึ้น

แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 เมื่อนโยบายแบบ Keynesian นั้นเริ่มจะใช้ไม่ได้ผลและระบบเศรษฐกิจกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ดึงให้มันจมลงเหวตลอดทั้งประเทศในสองฟากแอตแลนติก ความคิดแบบเสรีนิยมใหม่เริ่มต้นขยับเข้าสู่การเป็นความคิดกระแสหลัก ดังเช่นที่ Friedman ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อคุณมาถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ... มันจะมีตัวเลือกที่รอให้คุณเลือกมาใช้อยู่เสมอ” ด้วยความช่วยเหลือของบรรดานักข่าวและผู้ให้ความเห็นทางการเมือง ความคิดบางประการของเสรีนิยมใหม่โดยเฉพาะการวางเงื่อนไขในนโยบายสกุลเงิน ถูกนำไปใช้โดย Jimmy Carter ในสหรัฐอเมริกา และโดย Jim Callaghan ในรัฐบาลอังกฤษ

 

“มันคงดูเป็นเรื่องประหลาดที่คำสอนของเสรีนิยมใหม่ซึ่งพูดถึงการมีทางเลือกที่มากขึ้น

กลับถูกโปรโมทด้วยสโลแกนที่ว่า “มันไม่มีทางเลือกอื่นๆ” แล้ว”

 

ภายหลังการขึ้นสู่อำนาจของ Margaret Thatcher และ Ronald Reagan องค์ประกอบอื่นๆ ของลัทธิเสรีนิยมใหม่ก็ถูกนำมาบังคับใช้ เช่น การลดภาษีจำนวนมากสำหรับคนรวย การทำลายล้างระบบสหภาพแรงงาน การยกเลิกกฎระเบียบข้อบังคับ การแปรรูปกิจการของรัฐไปสู่เอกชน การจ้างเอาท์ซอร์สและสร้างการแข่งขันในบริการสาธารณะของรัฐ ด้วยระบบ IMF ธนาคารโลก สนธิสัญญา Maastricht และองค์การการค้าโลกนั้นทำให้อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่กลายเป็นความคิดกระแสหลักของโลก และบ่อยครั้งที่มันไม่ได้สนใจเรื่องความยินยอมตามกระบวนการประชาธิปไตย สิ่งที่น่าสนใจก็คือความคิดแบบเสรีนิยมใหม่นี้ถูกรับไปใช้โดยพรรคการเมืองไม่เว้นแม้แต่พรรคที่เคยสังกัดอยู่กับฝ่ายซ้ายเช่นพรรคแรงงาน

***

มันคงดูเป็นเรื่องประหลาดที่คำสอนของเสรีนิยมใหม่ซึ่งพูดถึงการมีทางเลือกและเสรีภาพที่มากขึ้นกลับถูกโปรโมทด้วยสโลแกนที่ว่า “มันไม่มีทางเลือกอื่นๆ” แล้ว แต่ก็เป็นเช่นที่ Hayek ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในการเดินทางไปชิลี หนึ่งในประเทศแรกๆ ที่รับเอาแนวคิดเสรีนิยมใหม่ไปประยุกต์ใช้ “โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบเผด็จการเสรีนิยมมากกว่าระบอบประชาธิปไตยที่ปฏิเสธเสรีนิยม” เสรีภาพที่เสรีนิยมใหม่นำเสนอเรานั้นเป็นเสมือนการหลอกลวงเมื่อนำเสนอออกมา

ดังเช่นที่ Naomi Klein ได้เขียนเอาไว้ในงานเรื่อง The Shock Doctrine นักทฤษฎีเสรีนิยมใหม่นั้นสนับสนุนให้ใช้วิกฤตเพื่อผลักดันนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยมขึ้นมาในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังสันสน ตัวอย่างเช่น ภายหลังการรัฐประหารของ Pinochet สงครามในอิรัก หรือหลังเฮอริเคน Katrina ที่ Friedman อธิบายว่าเป็น “โอกาสในการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างถึงรากถึงโคน” ใน New Orleans

และในกรณีที่นโยบายเสรีนิยมใหม่ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ภายในประเทศได้ มันก็จะถูกบังคับใช้จากระดับสากลผ่านสนธิสัญญาการค้าที่เป็นการผสมผสานผลประโยชน์อันเรียกว่า “การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับผู้ลงทุน” ระบบศาลต่างประเทศที่นักลงทุนสามารถกดดันให้เกิดการยกเลิกการป้องกันสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ เมื่อรัฐสภาเริ่มลงมติเพื่อจำกัดการค้าขายบุหรี่ ปกป้องแหล่งน้ำจากการทำอุตสาหกรรมเหมือง ฯลฯ พวกนายทุนผู้ประกอบการก็จะฟ้องร้องและต่อต้าน ด้วยเหตุนี้ระบบประชาธิปไตยจึงแทบไม่ต่างอะไรจากโรงละครสำหรับการแสดง

ความย้อนแย้งอื่นๆ ของเสรีนิยมใหม่ก็คือ การแข่งขันในระดับสากลนั้นวางอยู่บนการเปรียบเทียบสากล ซึ่งผลลัพธ์ก็คือชนชั้นแรงงาน คนว่างงาน และบริการสาธารณะทุกรูปแบบกลายเป็นตัวชี้วัดที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งแยกระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ ทฤษฎีของ Von Mises ที่เสนอว่าจะพาเราออกจากฝันร้ายของระบบราชการที่วางแผนจากส่วนกลางนั้นได้นำเราสู่ฝันร้ายใหม่ในนามของเสรีนิยมใหม่

เสรีนิยมใหม่นั้นไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะการบริการหรือการช่วยเหลือตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดมันจะกลายเป็นเช่นนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นพัฒนาไปอย่างเชื่องช้าภายในช่วงเวลาของยุคเสรีนิยมใหม่ (นับตั้งแต่ปี 1980 ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ) แต่ไม่ใช่สำหรับกลุ่มคนร่ำรวย ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นทั้งในการกระจายรายได้และความมั่งคั่งขยายตัวขึ้นอย่างมากในยุคนี้ เนื่องจากการทำลายสหภาพแรงงาน การลดอัตราภาษี ขึ้นค่าเช่า และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือบริการสาธารณะของรัฐเช่น พลังงาน การประปา การรถไฟ สาธารณสุข การศึกษา การคมนาคม และเรือนจำนั้นเปิดโอกาสให้บรรดาบริษัทของนายทุนเข้ามามีส่วนในกิจการดังกล่าวรวมไปถึงการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าเช่าทั้งจากพลเมืองและจากรัฐบาล ค่าเช่าหรือค่าผ่านทางนั้นถูกนับเป็นรายได้พิเศษ เมื่อคุณจ่ายค่าตั๋วรถไฟในราคาที่สูงขึ้น มีเงินเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกนำไปใช้จ่ายในการเดินรถคือการจ่ายค่าเชื้อเพลิง ค่าจ้างพนักงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนเงินที่เหลือในราคาตั๋วนั้นคือภาพสะท้อนของมูลค่าส่วนเกิน

บรรดานายทุนที่เป็นเจ้าของกิจการที่แปรรูปเป็นเอกชนของรัฐหรือควบคุมรัฐวิสาหกิจนั้นสามารถทำกำไรได้ด้วยการลงทุนที่น้อยและการชาร์จราคาที่สูงขึ้น ในรัสเซียและอินเดียเอกชนจะสามารถซื้อสินทรัพย์ของรัฐได้ผ่านระบบ firesales เท่านั้น ในแมกซิโก Carlos Slim เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ควบคุมกิจการโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือเพียงผู้เดียวและกำลังจะกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยติดอันดับโลกในไม่ช้า

ทุนนิยมธุรกรรมการเงินนั้นเป็นเหมือนสิ่งที่ Andrew Sayer ได้เขียนเอาไว้ในงานเรื่อง Why We Can’t Afford the Rich ว่ามันมีผลกระทบที่คล้ายคลึงกับ “ค่าเช่า” เขาเสนอว่า “ผลประโยชน์นั้นคือ ... รายได้พิเศษที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากการลงแรง” มันเป็นลักษณะที่คนจะจนมากยิ่งขึ้นและคนรวยจะยิ่งมั่งคั่งมากขึ้น กลุ่มคนรวยนั้นสามารถเข้าถึงการควบคุมสินทรัพย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนั่นคือเงิน การจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนั้นคือกระบวนการผันเงินจากคนยากจนไปสู่กระเป๋าของคนรวย เช่นเดียวกับการถอนเงินอุดหนุนของรัฐออกจากประชาชนที่มีหนี้สิน (เหมือนกับการเปลี่ยนจากเงินอุดหนุนด้านการศึกษาไปเป็นกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา)

Sayer เสนอว่าในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาได้ถูกก่อรูปขึ้นไม่เฉพาะแต่การเปลี่ยนเอาเงินจากคนจนไปสู่คนรวย แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนลำดับขั้นความมั่งคั่งในหมู่คนรวยด้วย ความมั่งคั่งและความร่ำรวยได้เปลี่ยนมือจากกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำการผลิตสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ไปสู่กลุ่มผู้ที่ได้รับรายได้จากการควบคุมสินทรัพย์และเก็บเกี่ยวเงินค่าเช่า และผลประโยชน์ที่เกิดจากทุน รายได้ทางตรงได้เปลี่ยนรูปแบบไปสู่รายได้พิเศษ

นโยบายเสรีนิยมใหม่นั้นถูกห้อมล้อมด้วยความล้มเหลวของระบบตลาดในทุกหนทุกแห่ง ธนาคารพาณิชย์ไม่เพียงแต่จะใหญ่เกินไปที่จะล้มเหลวแต่บรรดานายทุนยังเรียกเก็บเงินอย่างต่อเนื่องจากบริการสาธารณะด้วย  ที่ Tony Judt ได้ชี้ให้เห็นในงานเรื่อง Ill Fares the Land ว่า Hayek นั้นหลงลืมไปว่าบริการระดับชาติที่สำคัญนั้นไม่อาจจะถูกปล่อยให้ล่มสลายลงได้ นั่นหมายความว่าวิธีการแข่งขันในระบบตลาดไม่สามารถนำมาใช้ในการบริการสาธารณะได้ ธุรกิจนั้นมองหาผลกำไร ขณะที่รัฐพยายามบรรเทาความอันตรายลง มันเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันไม่ได้

อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่กลายเป็นความผิลพลาดและความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ขึ้น รัฐบาลหยิบใช้วิกฤตของเสรีนิยมใหม่ทั้งเป็นข้ออ้าง และเป็นโอกาสในการจะเริ่มนโยบายลดภาษี แปรรูปกิจการสาธารณะที่เหลืออยู่ ลดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางสังคม ลดการควบคุมธุรกิจและเพิ่มการควบคุมพลเมือง

ทว่าบางทีผลกระทบที่อันตรายที่สุดของลัทธิเสรีนิยมใหม่อาจจะไม่ใช่วิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากตัวมันเอง แต่เป็นวิกฤตทางการเมือง เมื่อองค์ประกอบของรัฐนั้นถูกลดลงความสามารถของเราในการจะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขวิกฤตผ่านการลงคะแนนเสียงจึงลดน้อยลงไปด้วย เมื่อสังคมเลือกใช้ทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ผู้คนก็จะสามารถเลือกทางเลือกของตัวเองได้ผ่านการใช้เงินซื้อ แต่ความเป็นจริงก็คือมันมีคนจำนวนหนึ่งที่มีอำนาจในการซื้อมากกว่าคนอื่น (และมีคนอีกกลุ่มที่แทบไม่มีกำลังซื้อเลย-ผู้แปล) ในรูปแบบของประชาธิปไตยเช่นนี้คะแนนเสียงในการโหวตของคนจึงไม่เท่ากัน ผลที่ตามมาก็คือความไร้อำนาจของคนจนและคนชั้นกลาง ดังจะเห็นได้จากการที่พรรคฝ่ายขวาและอดีตพรรคฝ่ายซ้ายต่างก็รับเอาแนวทางนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่มาใช้ ความไร้อำนาจนั้นย่อมนำมาซึ่งความไร้สิทธิเสียง ประชาชนจำนวนมากจึงถูกเบียดขับออกจากการเมือง

Chris Hedges ต้งข้อสังเกตว่า “ขบวนการฟาสต์ซิสต์นั้นวางรากฐานของตนขึ้นบนกลุ่มผู้ไม่ตื่นตัวทางการเมืองไม่ใช่จากบนกลุ่มผู้ตื่นตัวทางการเมือง จากกลุ่ม “ผู้แพ้” ที่รู้สึกว่าเสียงของพวกเขาไม่มีความหมายและพวกเขาไม่มีตำแหน่งแห่งที่หรือบทบาทในทางการเมือง” เมื่อการถกเถียงทางการเมืองไม่ได้พูดแทนพวกเขา พวกเขาจึงหันไปหาสิ่งอื่นแทน ตัวอย่างเช่นการหันไปสนับสนุน Trump ในฐานะสัญลักษณืที่ทำให้เห็นว่าความเป็นจริงกับข้อถกเถียงนั้นไม่สัมพันธ์กัน

Judt ได้อธิบายว่า เมื่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและรัฐลดระดับลงเหลือแค่เพียงการใช้อำนาจและการเชื่อฟัง สิ่งเดียวที่ยังคงผูกเราอยู่ในสภาวะเช่นนี้คืออำนาจรัฐ และระบบเผด็จการที่ Hayek หวาดกลัวนั้นก็ดูเหมือนว่ากำลังจะปรากฎตัวออกมาจากผลของลัทธิเสรีนิยมใหม่นี่เอง เมื่อรัฐสูญเสียอำนาจในทางศีลธรรมและกลายเป็นสิ่งที่ “เรียกร้อง ข่มขู่ ละบีบบังคับให้ประชาชนก้มหัวให้กับมัน”

***

หลักคำสอนที่มองไม่เห็นของมือที่มองไม่เห็นนั้นถูกโปรโมตโดยผู้สนับสนุนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่พวกเราเริ่มจะค้นพบชื่อของพวกเขาอย่างช้าๆ พวกเราค้นพบว่าสถาบัน Institute of Economic Affairs ที่ต่อต้านการเพิ่มระเบียบข้อบังคับอุตสาหกรรมยาสูบในสื่อนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆจากบริษัท British American Tobacco มาตั้งแต่ปี 1693 เราค้นพบว่า Charles และ David Koch ชายสองคนที่ร่ำรวยติดอันดับโลกได้ก่อตั้งสถาบันที่ก่อให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวชื่อ Tea Party Movement

“ระบบตลาด” เป็นคำที่พวกเสรีนิยมใหม่พยายามปกปิดและหลีกเลี่ยงมากกว่าจะอธิบาย มันฟังดูเหมือนระบบโดยธรรมชาติที่จะพาเราไปสู่ความเท่าเทียม เหมือนๆกับแรงโน้มถ่วงหรือแรงดันอากาศ หากแต่มันเต็มไปด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจ “สิ่งที่ตลาดต้องการ” นั้นดูเหมือนจะหมายถึงสิ่งที่นายทุนหรือผู้ประกอบการต้องการเสียมากกว่า “การลงทุน” นั้นเหมือนเช่นที่ Sayer บันทึกเอาไว้ว่าหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงสองอย่าง ความหมายแรกแรกคือกระระดมทุนเพื่อการผลิตและกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคม อีกความหมายหนึ่งคือการซื้อสินทรัพย์บางอย่างที่ดำรงอยู่เพื่อให้พวกเขารีดเอาค่าเช่า กำไร และผลประโยชน์เพื่อพัฒนาการสะสมทุนและความมั่งคั่ง

ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา บรรดาคนร่ำรวยถูกดูหมิ่นจากบรรดาชนชั้นสูงที่ต้องขอกู้เงินจากพวกเขา พวกผู้ประกอบการพยายามมองหาการยอมรับทางสังคมผ่านการเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผู้มีรายได้ประจำ แต่ในปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขายอมรับตัวเองอย่างเปิดเผยในฐานะผู้ประกอบการ

ความสับสนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกลางเผชิญหน้ากับทุนนิยมยุคใหม่ที่ไร้ชื่อและไร้สถานที่ตายตัว โมเดลระบบแฟรนไชส์ที่ทำให้คนงานไม่สามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังทำงานหนักเพื่อรับใช้ใคร บริษัทห้างร้านที่จดทะเบียนผ่านระบบความลับที่ซับซ้อนเพื่อไม่ให้ตำรวจสามารถสืบค้นผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ การจ่ายภาษีที่ตบตารัฐบาล และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่มีใครเข้าใจ

***

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มีบางเรื่องของเสรีนิยมใหม่ที่น่าชื่นชม อย่างน้อยที่สุดในช่วงเวลาอันใกล้นี้มันก็เป็นปรัชญาที่โด่ดเด่นร่วมสมัยซึ่งถูกพัฒนาและสนับสนุนโดยเครือข่ายของนักคิดและนักกิจกรรม

ขณะเดียวกันนั้นชัยชนะของเสรีนิยมใหม่ก็ยังสะท้อนถึงความพ่ายแพ้และความล้มเหลวของฝ่ายซ้าย เมื่อระบบเศรษฐกิจแบบอิสระล้มลงในปี 1929 Keynes ก็ได้พัฒนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ครอบคลุมกว่ามาแทนที่ และเมื่อระบบเศรษฐกิจแบบ Keynesian ไม่สามารถใช้ได้มันก็มีระบบอื่นมารองรับต่อ แต่เมื่อระบบเสรีนิยมใหม่พังทลายลงในปี 2008 มันไม่มีระบบเศรษฐกิจแบบอื่นมารองรับเลย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผีดิบของเสรีนิยมใหม่จึงยังคงเดินอยู่ได้ ฝ่ายซ้ายและกลุ่มที่เป็นกลางทางการเมืองไม่ได้พัฒนากรอบความคิดทางเศรษฐกิจใหม่เลยตลอดช่วงเวลา 80 ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งจากระบบแบบ Keynesian และเสรีนิยมใหม่ก็คือการต่อต้านระบบที่พังไปแล้วนั้นไม่มีผลอะไร สิ่งที่ควรจะทำคือการเสนอโมเดลใหม่เข้ามาแทนที่ นี่เป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายซ้ายที่จะต้องออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ให้ได้.

เจ้าสัวธนินท์ เปิด “เมืองเกษตรซีพี” ผลิต-ขายครบวงจร

ThaninCP 

 

 

ไม่บ่อยครั้งนักที่จะปรากฏตัวให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเป็นกันเองแต่หลังร่วมเป็นประธานมอบที่ดินให้ข้าราชการตำรวจ ที่เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมื่อ 4 ม.ค. 2561 เจ้าสัว “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ได้ให้มุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวคิดการทำเกษตรโมเดลใหม่ รวมทั้งทิศทางการดำเนินธุรกิจของเครือ CP รองรับการปรับเปลี่ยนของโลก

พลิกธุรกิจรับมือโลกเปลี่ยน

“ธนินท์” เริ่มเล่าว่า อดีตในสหรัฐอเมริกา เด็กอัจฉริยะอยากไปทำงานธนาคาร ในบริษัทใหญ่ ๆ แต่วันนี้จะไปเป็น startup เป็นเถ้าแก่น้อย “โลกมันเปลี่ยน” แล้ว นักเรียนไทยก็เริ่มเปลี่ยนเช่นกัน ต่อไปแรงงานจะเหลือ 1% ถ้าไม่เหลือ 1% แสดงว่าประเทศนี้ยังยากจน คนในอาชีพเกษตรกรจะเหลือ 1% ธุรกิจจะเกิดใหม่ในยุค 4.0 CP เองต้องเปลี่ยนให้ทัน ถ้าตามไม่ทัน CP ก็เปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน คือถูก “ยุบ” ได้เลย

โมเดลเมืองเกษตร CP

“ผมกำลังศึกษาโมเดลธุรกิจที่จะสร้างเมืองขนาดใหญ่ ประชากร 3-4 แสนคนมาอยู่รวมกัน โดยคนที่อยู่ในเมืองนี้สามารถทำธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ ทั้งปลูกพืชเกษตร ทำปศุสัตว์ โดยซีพีจะเข้าไปรับซื้อผลผลิต ผมศึกษาตัวอย่างจากเมืองเชียงใหม่ และโคราช ยกตัวอย่าง มีประชากร 3-4 แสนคน คนที่อาศัยอยู่รอบนอกก็มาใช้บริการ การสร้างโมเดลเมืองลักษณะนี้ต่อ 1 จุด ต้องใหญ่ หากประชากรน้อยไป เป็นเมืองขนาดเล็กอยู่ไม่ได้ การจะสร้างโมเดลลักษณะนี้จึงต้องมีจำนวนคนถึงระดับหนึ่ง ธุรกิจถึงเกิดได้”

“โมเดลใหม่จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ สมมุติที่ดินรวมกันได้ 1,000 ไร่ เคยปลูกพืชขายผลผลิตได้ 1,000 บาทไม่ต้องมาปลูกเอง ผมรับจ้างปลูกให้โดยการันตีว่าได้เงิน 1,200 บาท ถ้าผลผลิตเสียหาย ผมรับผิดชอบ และให้รัฐบาลการันตีว่า ที่ดินแปลงนี้ยังเป็นของคุณ”

 

“แนวคิดอย่างนี้เกษตรกรเอาแน่ ผมทำโครงการเลี้ยงไก่ไข่ 3 ล้านตัว ที่เขตผิงกู่ กรุงปักกิ่ง ในจีน สำเร็จมาแล้ว”

CP ผลิตขายครบวงจร

“CP เก่งเรื่องเกษตร การทำโครงการลักษณะนี้ CP ได้ประโยชน์ แต่เกษตรกรต้องได้ก่อน ต้องรับผิดชอบให้เกษตรกรมีกำไรเลี้ยงครอบครัวได้ พร้อมทั้งต้องคืนเงินต้น คืนดอกเบี้ยให้ธนาคารได้ มีโอกาสขยายการปลูก ถึงเรียกว่า ยั่งยืน”

“ธนินท์” บอกว่า เกษตรกรขาด 3 เรื่อง 1.ขาดเงินทุน 2.ไม่มีความรู้ ไม่มีเทคโนโลยี 3.ไม่มีตลาด เรามีเงิน มีเทคโนโลยี แต่ไม่มีตลาดก็ล้มอีก ผลิตสินค้าแล้วไปขายให้ใคร หรือซื้อราคาถูก แล้วจะไปคืนเงินต้น คืนดอกเบี้ย มีกำไรได้อย่างไร CP จึงต้องรับผิดชอบ

“คิดว่าต่อไปเมืองในประเทศไทยจะกระจายไม่ได้ กระจายไป รัฐบาลก็ขาดทุน คนก็อยู่ไม่ได้ เพราะทุกคนต้องมีรถ แล้วรัฐบาลสร้างถนนไปไกล ต้องมีไฟฟ้า น้ำประปา แต่คนอยู่อาศัย 2 ข้างทางน้อย การค้าไม่เกิด”

“อย่าไปคิดว่า ผมต้องไปสร้างอะไรแล้วมาขายอะไร ต่อไปยุค 4.0 การสร้าง GDP เกิดขึ้นโดยผมบริการคุณ คุณบริการผม ร้านค้ามีรายได้ เถ้าแก่น้อยก็มีรายได้ เงินจะหมุนเวียน ผมเชื่อมั่นว่าสินค้าเกษตร ประเทศไทยพืชอะไรปลูกในเมืองไทยได้หมด ผลผลิตที่ได้จะหอม อร่อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียน แต่จะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องรีบทำ”

EEC ดัน GDP 7.8%

EEC (ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) ถ้าเกิดจะทำให้เศรษฐกิจเมืองไทยเติบโตขึ้น 7-8% แต่ต้องมีกฎหมายรองรับ ดึงเอาคนเก่งในโลกนี้มาช่วยสร้างคนไทย ให้เก่งขึ้น รัชกาลที่ 5 ยังใช้อังกฤษมาสร้างทหาร ใช้เยอรมันมาสร้างกฎหมาย วันนี้เมืองไทยเราเนื้อหอมคนทั่วโลกที่มาอยู่เมืองไทย

1.EEC ต้องทำให้สำเร็จ รวม 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ แต่ละจังหวัดมีพื้นที่ริมทะเล มีอุตสาหกรรมที่ทำไว้ในยุคป๋าเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ต่อยอดไปอีก นำธุรกิจ 4.0 มาใส่

2.ออกกฎหมายให้สอดคล้องกับนโยบาย 4.0 รัฐบาลต้องกล้าหาญ

3.ผมอยากเสนอเรื่องระยะเวลาเช่าที่ดินใน EEC ที่จะกำหนดให้ 99 ปีแล้ว มีคนออกมาคัดค้านว่า ขายชาติ อยากให้พิจารณาว่า คนที่เข้ามาลงทุน ไม่สามารถขนอะไรกลับไปได้ มันไม่ได้เสียหายอะไรนักลงทุนมาสร้างงาน มาสร้างโอกาสให้เมืองไทย ทำไมไม่ให้เช่า 99 ปีเต็มเลย นักลงทุนก็ถือว่าซื้อขาดแล้ว ไม่รู้กี่ชั่วคนก็พอใจ แต่รัฐบาลชุดนี้กลัวก็เลยจะทำให้เช่า 50 ปีก่อน แล้วต่อสัญญาเช่าอีก 49 ปี ไม่ให้ถูกโจมตี

แก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ

“เรื่องแก้ปัญหาเกษตร รัฐบาลควรดูว่า อะไรเกินก็ปลูกให้น้อยลง อะไรที่ขาดก็ปลูกทดแทน เช่น มะพร้าว ทุเรียน กล้วยหอม ราคาดี ตลาดยังต้องการก็ส่งเสริมให้ปลูก”

“สำหรับยางพาราเชื่อว่าล้นตลาดเพียงชั่วคราว เพราะน้ำมันจะราคาถูกอีกไม่นานต้องราคาขึ้น ถ้าผลิตน้ำมันน้อยลง “ยางเทียม” ก็น้อยลง จะหันมาใช้ยางธรรมชาติ ราคายางจะกลับมาดีขึ้น แต่พื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม บางพื้นที่ปลูกแล้วมีรายได้น้อย น่าเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เช่น ทุเรียน มะพร้าว ขายตรงกับผมเลย แต่ CP จะถูกพ่อค้าคนกลางด่าผม แต่ผมต้องช่วยเกษตรกรคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ไปช่วยคนกลาง”

ในรัศมี 30 ตารางกิโลเมตรของพื้นที่สวนยาง ผมจะสร้างโรงงานยางแท่ง 1 โรงงาน จะมีผู้เชี่ยวชาญสอนกรีดยาง รักษายางให้ได้คุณภาพ

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย

“ผมมีความเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไม่ต่ำกว่า 4% และมีโอกาสเกินกว่า 4% ถ้าทำนโยบายด้านการเกษตรให้ถูกต้อง ผมมองเมืองไทยเต็มไปด้วยโอกาส เพียงแต่อยู่ที่นโยบายรัฐบาล วันนี้นโยบายทางด้านเศรษฐกิจของไทยกับของโลก ของเราใช้ได้แล้ว เห็นได้จากกรุงเทพฯมีความคึกคัก แต่ต่างจังหวัดยังมีเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่เชื่อว่าการปรับคณะรัฐมนตรี แล้วให้รองนายกฯสมคิด (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ดูแลทั้งเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ครบวงจรจะเอื้อกันแล้ว ผมมีความหวังมาก เพราะชอบมองโลกในแง่ดี และคิดว่าคงไม่ผิดพลาด”

ค่าเงินบาทแข็งส่งออกลำบาก

“วันนี้ค่าเงินบาทแข็งเกินไปแล้วทำให้ส่งออกลำบาก ควรอ่อนกว่านี้ ผมแนะนำว่าควรใช้เงินบาทซื้อเงินดอลลาร์ รับรองค่าเงินดอลลาร์ต้องแข็งขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้นเงินจะไหลเข้าอเมริกา เพราะดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เราใช้เงินบาทที่สูงไปซื้อเงินดอลลาร์ที่ต่ำ เมื่อดอลลาร์แข็งค่าถึงตอนนั้นเราก็เอาเงินดอลลาร์ที่สูงขายกลับมา ซื้อบาทคืน ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องค่าเงินบาทอ่อนลงทำให้การส่งออกดีขึ้น แต่ผมอาจจะคาดการณ์ผิดก็ได้นะ”

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 7 ม.ค. 2561

 

 

“รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” แก้ปัญหาความยากจน

Universalbasicincome

  ที่มา : http://basicincome.org

 

 

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดที่กำลังมาแรงทั่วโลกวันนี้ อาจเรียกชื่ออื่น แต่โดยรวมแล้วหมายถึงการให้เงินฟรีๆ แก่ประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไข

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (ต่อไปขอเรียกว่า รพถ. หรือ UBI) แตกต่างจากสวัสดิการที่รัฐให้ เพราะเป็นการให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ยุ่งยาก ให้ทุกเดือน เช่น ประเทศไทยอาจจะโอนเงินเข้าบัญชีของคนไทยทุกคนหรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าการเสียภาษี ทุกเดือน 5,000 บาท หรือรูปแบบอื่น

ฟังดูอาจจะฝันเฟื่อง หรือไม่ก็เป็นการหาเสียงของนักการเมืองประชานิยมสุดโต่ง แต่ลองศึกษาหาข้อมูลและหลักฐานข้อเท็จจริง (ซึ่งมีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต) อาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้

รพถ.ไม่ใช่เรื่องใหม่ โทมัส โมร์ (1478-1535) เมื่อเกือบห้าร้อยปีก่อน โทมัส เพน (1737-1809) เมื่อสองร้อยปีก่อนพูดถึงส่วนแบ่งที่เป็นธรรมที่ราษฎรควรได้รับจากภาษีรายได้ของรัฐ

มิลตัน ฟรีดมัน (1912-2006) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐหลายคน จนถึงริชาร์ด นิกสัน ที่เกือบผ่านกฎหมาย UBI ในปี 1971 ผ่านสภาล่างและไปตกที่สภาบน กฎหมายที่ต้องการ “แจกเงิน” คนอเมริกันเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

เรื่องดูเหมือนเงียบไปหลายปี มาเริ่มพูดถึงกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องเพราะความกลัวว่า อนาคตคนจะตกงาน โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่โรงงานต่างก็ย้ายไปอยู่ประเทศกำลังพัฒนาที่แรงงานถูกกว่า และงานทุกระดับกำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จนนักอนาคตวิทยาบางคนทำนายว่า 12 ปีข้างหน้า (2030) จะมีคนตกงาน 2,000 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของแรงงานงานวันนี้

ขณะเดียวกัน โปรแกรมสวัสดิการต่างๆ ของรัฐก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง คนรวยก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง ความเหลื่อมล้ำถ่างออกไปทุกที และเป็นเช่นนี้ทั่วโลก ไม่ว่าประเทศรวยหรือจน ภาพรวมของทั่วโลกดูน่ากลัว

จึงไม่แปลกที่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้และแนวทางแก้ปัญหาด้วย รพถ.จะมีนักการเมืองทั้งซ้ายและขวา ทั้งสังคมนิยมและทุนนิยม รวมทั้งมาร์ก ซักเคอร์เบอร์กแห่งเฟสบุ๊ก และอีลอน มัสก์แห่งเทสลา และบรรดาผู้ประกอบการในซิลิคอน วัลเลย์

ที่สำคัญ มีงานวิจัยทดลองนำร่องในหลายประเทศ อย่างที่แคนาดาที่ทำการทดลองในเทศบาลแห่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อปี 1970 เศษ แต่วิจัยเสร็จไม่มีการนำผลมาวิเคราะห์เพราะเปลี่ยนรัฐบาลท้องถิ่น หลายปีที่ผ่านมามีการนำผลมาวิเคราะห์พบว่าได้ผลดี สุขภาพผู้คนดีขึ้น อาชญากรรมลดลง ความคิดริเริ่มและนวัตกรรมมีมากขึ้น และอื่นๆ

ที่แคนาดาจึงมีการทดลองอีกเมื่อไม่นานมานี้ในอีกบางพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สก็อตแลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล และอีกหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองนำร่อง ประชากรเป้าหมาย 1,000-8,000 คน ระยะเวลาสองสามปีถึงสิบปี

มีหลายโครงการได้สรุปผลการทดลองในเบื้องต้นแล้วอย่างที่อินเดีย ที่เคนยา และหลายแห่งกำลังวางแผนทำการทดลอง ซึ่งธนาคารโลกเองก็ให้การสนับสนุนและได้ร่วมทำการวิจัยในหลายประเทศ แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งงานวิจัยนำร่องต่างๆ ก็ให้คำตอบ เช่น

เป็นโครงการที่แพงมากก็จริง แต่มีหลายรูปแบบ ถ้าหากคำนวณให้ดี ก็จะพบว่าไม่ได้แพงเกินกว่าจะหางบได้ เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้ม เพราะลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ปัญหาสังคม อาชญากรรม ทำให้คนมีการศึกษาดีขึ้น มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น คนมีอิสรภาพมากขึ้น

หรือวิจารณ์ว่า คนจะขี้เกียจและไม่ทำงาน ซึ่งไม่จริง เพราะถ้ามีเงินดำรงชีพพื้นฐานคนก็จะมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกงานที่มีความหมายต่อชีวิตของตนเองมากขึ้น มีพลังสร้างสรรค์และมีความสุขมากขึ้น

หรือบอกว่ายากจะเกิดขึ้นได้เพราะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างเลยทีเดียว ต้องเปลี่ยนระบบสวัสดิการ ลดงานสวัสดิการ แต่ก็เกือบเกิดขึ้นที่อเมริกาเมื่อปี 1971 และวันนี้กำลังเป็นที่สนใจของรัฐบาลหลายประเทศ

รพถ.เป็นการปรับกระบวนทัศน์เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ที่คนมีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคมมักคิดแทนประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน คิดโครงการแก้ปัญหา เป็นสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ตั้งเงื่อนไขมากมายให้คนปฏิบัติตาม

รพถ.ไม่ใช่สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการให้เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ควรจะได้รับส่วนแบ่งอย่างยุติธรรมในมรดกที่บรรพบุรุษได้ทำไว้และส่งต่อมาให้เรา ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ซึ่งเป็นความอยุติธรรมทางสังคม

ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนเลวลง คนจนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสได้พัฒนาตนมีผลงาน (productive) และหลุดพ้นจากความจน

สังคมไทยก็มีสวัสดิการมากมายหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับแนวคิด รพถ. อย่างสวัสดิการผู้สูงอายุ “สุขภาพถ้วนหน้า” รักษาได้ทุกโรค แต่บางสวัสดิการดูเหมือนจะดีแต่มีเงื่อนไขและเงื่อนงำ ให้คูปองซื้อของในร้านที่กำหนด แทนที่จะให้เงินสดไปซื้อของในตลาดนัดหรือที่ไหนก็ได้

หรือว่าสวัสดิการส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ปัญหา แต่เป็นกับดักความยากจน ไม่ได้ช่วยปลดปล่อยศักยภาพคนจนให้ “ระเบิดจากข้างใน” ไปสู่ความเป็นไท ?

------------------------

“เงินให้เปล่าสำหรับทุกคน” หรือ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income – UBI) เป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้วในหลายประเทศ  คนอังกฤษประมาณครึ่งหนึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่เมื่อลงไปในรายละเอียดว่า จะต้องขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาใช้ คนที่เห็นด้วยก็ลดลง

ความจริง คำถามทีว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อจ่ายในโครงการนี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงและหาทางออก ซึ่งน่าจะหาได้ถ้าลดงบประมาณด้านอื่นๆ และค่าใช้จ่ายสวัสดิการต่างๆ ที่น่าจะแทนที่ได้ด้วยรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (รพถ.)  อยู่ที่ผลการทดลองนำร่องในประเทศต่างๆ ในสังคมและบริบทที่แตกต่างกัน

หลายปีก่อนมีโครงการทดลงที่ลอนดอนกับคนเร่ร่อน 13 คน ที่นอนกลางถนน ประทังชีวิตด้วยคูปองอาหารคนจน  มีความพยายามช่วยคนเหล่านี้หลายสิบปีไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าคิดค่าใช้จ่ายในการ “ดูแล” ด้านต่างๆ ก็ไม่น้อย ผู้เกี่ยวข้องจึงเปลี่ยนมาลองให้เงินสดพวกเขาคนละ 3,000 ปอนด์ แบบไม่มีเงื่อนไข

หนึ่งปีให้หลัง 7 คน มีที่พักอาศัย คนอื่นๆ กลับไปหาลูก หาญาติ หาความรู้ในการทำสวนทำงานที่ตนเองอยากทำ เฉลี่ยใช้เงินไปคนละ 800 ปอนด์เท่านั้น ไม่มีใครเอาไปซื้อเหล้าหรือยาเสพติด แต่เอาไปซื้อมือถือ ซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น

กาย สแตนดิง ศาสตราจารย์ที่สถาบันตะวันออกและแอฟริกันศึกษา (SOAS) ที่ลอนดอน ผู้สนใจเรื่องรพถ.และร่วมก่อตั้งเครือข่ายทั่วโลกชื่อว่า BIEN (Basic Income Earth Network) ได้ทำการวิจัยทดลองที่อินเดียโดยการสนับสนุนด้านการเงินจากยูนิเซฟ เมื่อปี 2011

โครงการนี้ทำที่ 8 หมู่บ้านที่รัฐมัธยมประเทศ โดยทุกคนทุกเพศทุกวัยในหมู่บ้านเหล่านี้ได้รับเงินทุกเดือน 200 รูปี (ผู้ใหญ่) 100 รูปปี (เด็ก) (1 รูปีเท่ากับ 50 สตางค์) ต่อมาเพิ่มเป็น 300 (ผู้ใหญ่) และ 150 (เด็ก) ตอนแรกจ่ายเป็นเงินสด ต่อมาโอนเข้าบัญชีธนาคาร เป็นเงินให้เปล่าโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

แม้จะเป็นเงินจำนวนน้อยต่อคน (ครอบครัวหนึ่งได้ไม่น้อย) แต่หลังจาก 18 เดือนมีการประเมินผลเบื้องต้นพบเรื่องดีๆ มากมายที่แย้งกับการวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าเป็นการเสียของและทำให้คนทำงานน้อยลง

หลายคนนำเงินไปซ่อมบ้าน ห้องน้ำ ผนัง หลังคา มีมุ้งป้องกันมาลาเรีย โภชนาการดีขึ้น วัดได้จากน้ำหนักเด็กเฉลี่ยตามวัยสูงขึ้น ชาวบ้านไปซื้อข้าวของจากตลาด ได้ผักผลไม้สดอาหารมารับประทาน ไม่ใช่ไปรับแจกจากโกดังอาหารคนจนด้วยอาหารที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ดีบ้างเน่าบ้าง  สุขภาพดีขึ้นดูได้จากการไปโรงเรียนของเด็ก พ่อแม่มีเงินให้ลูกนั่งรถไปโรงเรียน มีเสื้อผ้ารองเท้าใส่

การแจกเงินคนจนทำให้พวกเขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ริเริ่มกิจการเล็กๆ ร้านเล็กๆ งานซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้  คนทำงานมากขึ้น มีงานที่คิดเองลงมือเองมากขึ้น ลดการออกไปรับจ้างนอกหมู่บ้าน ลดหนี้สิน หนี้นอกระบบที่จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน

โครงการนี้ไม่เป็นที่พอใจให้ข้าราชการที่ทำงานโครงการสวัสดิการของรัฐ บัตรคนจน อาหารคนจน และอื่นๆ เป็นร้อยเป็นพันโครงการเพื่อ “สงเคราะห์” คนจน 350 ล้านคน หรือร้อยะ 30 ของประชากร ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แม้ว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตสูงมาก แล้วยังเป็นโอกาสให้เกิดคอร์รัปชั่นมากมาย

โครงการทดลองวิจัยนี้ได้รับความสนใจจากรัฐบาลอินเดีย และกำลังเตรียมขยายการทดลองในอีกหลายรัฐ รวมทั้งเตรียมแนวทางการประยุกต์ใช้ในระดับชาติ

ศาสตราจารย์กาย สแตนดิงสรุปว่า จากการวิจัยทดลองที่อินเดียและหลายประเทศในเบื้องต้นสรุปได้ว่า รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าลดความยากจนได้จริงและน่าจะมีผลที่ยั่งยืนกว่าโครงการสวัสดิการต่างๆ ที่ทำทำมาหลายสิบปีทั่วโลก แต่คนจนกลับจนลง ความเหลื่อมล้ำกลับมากขึ้น

โครงการนี้จะแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนได้เพราะเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อการสงเคราะห์คนจน แต่มองว่าเป็นสิทธิที่คนจนจะได้รับเพราะเป็นสมาชิกของสังคม และควรได้รับส่วนแบ่งจากทรัพยากรในขั้นพื้นฐานเพื่อดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี

โครงการนี้ทำให้เกิดความเท่าเทียม เกิดเสรีภาพมากขึ้น ไม่ถูกครอบงำ หรือต้องทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไม่ถูกบังคับให้ทำตามเงื่อนไขต่างๆ เพื่อจะได้รับการสงเคราะห์ ตกอยู่ในสังคมอุปถัมภ์และกับดักความยากจนอย่างถาวร

โครงการรพถ.ทำให้คนมีทางเลือกมากขึ้น การได้รับเงินเดือนขั้นพื้นฐานทำให้ไม่ต้องทนทำงานที่รู้สึกว่าไม่มีความหมาย ทำให้แม่บ้านอยู่บ้านเลี้ยงลูกได้โดยไม่ต้องดิ้นรนออกไปหางานทำทิ้งลูกไว้ให้ใครก็ไม่รู้เลี้ยงดูให้

ทำให้คนทำงานจิตอาสาด้วยความสบายใจเพราะมีรายได้ขั้นต่ำ ทำให้คนทำงานศิลปะวัฒนธรรมที่ทำให้มีความสุขและเป็นตัวของตัวเองด้วยความสบายใจ และงานอื่นๆ มากมายที่ไม่ได้มากับรายได้ แต่เป็นงานสำคัญสำหรับครอบครัวและสังคมมนุษย์

โครงการรพถ.ทำให้คนมีความมั่นคงในชีวิต ทำให้สุขภาพกายสุขภาพจิตดีขึ้น ความเครียดลดลง เป็นตัวของตัวเองในการตัดสินใจต่างๆ ได้มากขึ้น เป็นการปลดปล่อย (emancipation)ให้เป็นอิสระ

วันนี้คนจำนวนมากเชื่อว่า รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า เป็นหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21  ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่มีพลังในการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง

อย่างที่วิคตอร์ ฮูโกบอก “พันกองทัพยังไม่เท่าความคิดหนึ่งที่ถึงเวลาของมัน” (Stronger than a thousand armies, is an idea whose time has come)



-----------------------

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ “ร้อนแรง” ที่สุดทั่วโลกวันนี้ ไม่ว่าประเทศร่ำรวยหรือยากจนก็สนใจ เป็นอุดมคติหรือยูโธเปียที่มีทางเป็นจริงได้ แต่คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน อาจใช้เวลาอีกหลายปี หรือหลายสิบปี

ที่ผ่านมา เมืองไทยมีโครงการสวัสดิการมากมายให้คนจน ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ละโครงการมีเงื่อนไขต่างๆ รวมไปถึงการช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างโครงการเงินฝันสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือโครงการต้นกล้าอาชีพและ “แจกเงิน” สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ขณะที่หลายประเทศในโลกเริ่มหาทางคิดใหม่และทำใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เพราะไม่นาน คนจะตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบันทำให้คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง ภายในปี 2020 คนรวย 1% ในโลกจะมีสินทรัพย์มากกว่า 50% ของโลก

แต่การถกเถียงกันเรื่องนี้ดีไม่ดียังไงก็ไม่มีวันจบ ต้องลงมือทดลองถึงจะรู้ว่า ทำได้หรือไม่ จึงมีการทดลองนำร่องในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศร่ำรวยและยากจน
ที่สหรํฐอเมริกา บริษัท Y Combinator ที่ซิลิคอน วัลเลย์ ทำการวิจัยกับคน 3,000 คนในสองมลรัฐ กลุ่มที่ 1 จำนวน 1,000 คน รับ 1,000 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปี กลุ่มที่ 2 จำนวน 2,000 คน รับ 50 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปีเช่นเดียวกัน

คนรับเงินในงานวิจัยนี้ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย อยากใช้เงินทำอะไรก็ได้ งานนี้ต้องการทราบเพียงว่า คุณภาพชิวิตของผู้รับเงินเปลี่ยนไปหรือไม่ แรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างไร

ที่เมื่องอูเทรคท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ กำลังมีการทดลองให้เงิน 250 คน คนละ 960 ยูโร (ประมาณ 37,000 บาท) ต่อเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เป็นเวลา 2 ปี
ที่ประเทศฟินแลนด์ กำลังทดลองให้เงินชาวฟินแลนด์ 2,000 คน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2017 อายุระหว่าง 25-58 ปี คนละ 560 ยูโร (ประมาณ 22,000 บาท) ต่อเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเป็นเวลา 2 ปี โดยต้องการจะปรับระบบประกันสังคมให้รับกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงด้านแรงงาน ต้องการดูว่า จะสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้นหรือไม่เพียงใด ส่วนหนึ่งป็นการลดภาระงานราชการเกี่ยวกับการจัดการสวัสดิการต่างๆ

ที่ออนตาริโอ แคนาดา เริ่มทดลองให้เงินประชาชขน 4,000 คน เป็นเวลา 3 ปี อายุระหว่าง 18-64 ปี ประมาณ 425,000 บาทต่อคนต่อปี (เดือนละประมาณ 35,000 บาท) ส่วหนึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย ส่วนหนึ่งมีสวัสดิการ เป็นโครงการที่ใช้เงินประมาณ 3,750 ล้านบาท

ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อต้นปี 2017 นายเบอนัวท์ ฮามง ผู้สมัครประธานาธิบดีพรรคสังคมนิยมนำเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้ามาเป็นนโยบายสำคัญในการหาเสียงว่า จะให้เงินคนฝรั่งเศสทุกคน 700-800 ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 27,000 บาท) เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานและการขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ เพื่อให้คนสามารถดำเนินชีวิตและเลือกงานที่ทำได้อย่างมีความสุข

เขาถูกโจมตีจากคู่แข่งอื่นๆ ว่าเป็นฝันที่เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้งบประมาณถึง 4 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 15 ล้านล้านบาทต่อปีเพื่อจะมีเงินจ่ายให้ชาวฝรั่งเศสทุกคน นายฮามงไม่ผ่านการลงคะแนนเบื้องต้น เขาเข้ามาในช่วงที่พรรคสังคมนิยมตกต่ำ อย่างไรก็ดี เรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (รพถ.) จะเป็นประเด็นถกเถียงในฝรั่งเศสไปอีกนานอย่างแน่นอน ประเทศนี้มักจะมีอะไรใหม่ๆ ให้ประวัติศาสตร์เสมอ

ที่ประเทศเคนยา องค์กรเอกชน GiveDirectly ของสหรัฐอเมริกากำลังทำโครงการวิจัยทดลองที่ใหญ่ที่สุด ใช้เงิน 30 ล้านเหรียญ โดยมีประชากรเข้าร่วมโครงการนี้ 16,000 คน ใน 200 หมู่บ้าน ส่วนหนึ่งรับเงิน 22.50 เหรียญต่อคนต่อเดือนเป็นเวลา 12 ปี ส่วนหนึ่งรับ 2 ปี และอีกส่วนหนึ่งรับทีเดียวยอดรวม 2 ปี
การทดลองนี้ไม่มีเงื่อนไข เมื่อรับเงินแล้วจะหยุดทำงานหรือจะทำธุรกิจ จะเอาเงินไปซื้ออะไรหรือเพื่อการศึกษาก็ได้ ผู้วิจัยอยากรู้ว่าอาชญากรรม ความรุนแรง การลักขโมยจะลดลงหรือไม่

เรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้ามีหลายแนวคิด หลายรูปแบบ นักเศรษฐศาสตร์อย่างมิลตัน ฟรีดแมน เคยเสนอแนวคิดเรื่อง “ภาษีเงินได้แบบลบ” (negative income tax) คือ บุคคลที่มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์เสียภาษีก็ให้รัฐชดเชยให้ได้เท่ากับจำนวนรายได้ขั้นต่ำที่เสียภาษี เช่น คนไทยเสียภาษีเมื่อมีรายได้เกิน 25,000 บาทต่อเดือน ถ้าคนหนึ่งมีรายได้ 20,000 บาท รัฐก็จ่ายเพิ่มให้ 5,000 บาท

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมีความเห็นว่า รายได้ขั้นต่ำถ้วนหน้าเป็นเหมือนการคืนภาษีให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมกันมากกว่าเป็นสวัสดิการ เป็นการแบ่งปันรายได้ที่รัฐเก็บจากประชาชนคืนให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าต้องยกเลิกสวัสดิการอื่นๆ ทั้งหมด บางประเทศอาจยกเลิกบางโครงการ เช่น การแจกอาหาร บัตรคนจน เป็นต้น เพราะเป็นเหมือนกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน

เรื่องรายได้ขั้นต่ำถ้วนหน้าเป็นเรื่องใหญ่ ยังมีข้อถกเถียงและข้อสงสัยอีกมาก ยังต้องมีการวิจัยทำโครงการนำร่องเพื่อเรียนรู้ดูปัญหาและแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแต่ละประเทศที่มีภูมิสังคมและสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

แต่วันนี้คนจำนวนมากเห็นด้วยกันแล้วว่า เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นไปได้ แต่ “ทำได้” (feasible) “มีงบประมาณจ่ายได้” (affordable) และ “พึงปรารถนา” (desirable) อยู่ที่จังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

 

ที่มา : สยามรัฐ วันที่ 3 ม.ค. 2561

 

 

 

สรี พงศ์พิศ
www.phongphit.com

 

เนื้อหาอื่นๆ...

  1. “ออริจิไร้ซ์” ชาวนาไทย ไม่เว้าวอนตลาด
  2. บทสรุป SDGs ไทยปี 2560 : อีกไกลแค่ไหนจึงจะไปถึงเป้าหมาย
  3. ทบทวนเพื่อก้าวต่อ “ประเมินสถานะและทบทวนเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”
  4. เกษตร ปราการป้องกันประเทศ
  5. ความแตกต่างกันระหว่าง‘เศรษฐกิจ’ของรัฐบาลและ‘เศรษฐกิจ’ของประชาชน
  6. ใช้‘กลุ่มทุน’เคลื่อนเศรษฐกิจ ‘ประชารัฐ’แก้เหลื่อมลํ้าได้จริง?
  7. ภาษีที่ดิน กฎหมายไตรภาค คสช. ซื้อเวลาเขย่าแลนด์ลอร์ดนายทุน-ขุนศึก
  8. E-project :เมื่อ'ของแพง-รายได้ลด' คนจนพุ่งเกือบล.-สวนทางคนรวยแทรกแซงอำนาจรัฐใต้ร่มเงา'คสช.'
  9. เกษตร 4.0-ทุนใหญ่เกษตร กับแนวคิด 'อ.ยักษ์'
  10. ทางเลือกทางรอดชาวนาไทยยุค 4.0

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้467
เมื่อวานนี้676
สัปดาห์นี้4196
เดือนนี้14683
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 612862
Visitor IP : 54.227.104.40 20 มกราคม 2561

มี 24 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์