บทความ

ปัญหาการนำนโยบายช่วยเหลือชาวนาไปปฏิบัติในพื้นที่ รายงานจากพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

 

RicePolicyPaper01

 

ปัญหาการนำนโยบายช่วยเหลือชาวนาไปปฏิบัติในพื้นที่ รายงานจากพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

โดย นันทา กันตรี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์

 

สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1lPMlWCisZDK3_MPASGJ4EcrfPAzwAuPO/view?fbclid=IwAR1gTNNGxyBtu3AmDCyIebkLXSBVzjjFIUFjpHh1pSW_FNR6TJllBLyZweg

 

ความเหลื่อมล้ำในสังคม

InequalityThaiSociety

 

คอลัมน์ คนเดินตรอก

โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักสังคมวิทยาต่างก็ให้ความสำคัญในแง่มุมมองของตนว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขสังคมตามศาสตร์ของตน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกันทั้ง 3 ศาสตร์ และบางทีก็อาจจะเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและจะเป็นไปของปัญหาทั้ง 3 เรื่อง

และกลายเป็นเรื่องที่ 4 หากจะคิดหาทางแก้ไขหรือลดความรุนแรงของปัญหาด้วย แม้แต่คำถามพื้นฐานว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล


 

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ เป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจสมัยใหม่ เรียงตามความสำคัญก็คือ ความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าและการลงทุน เพราะขณะนี้โลกยึดอยู่กับทฤษฎีเก่าสมัยเมอร์แคนไทลิสต์ หรือลัทธิการค้านิยม เพราะเชื่อว่าการค้าเท่านั้นที่จะดึงเศรษฐกิจของตนไปข้างหน้า เพราะการค้าทำให้ตนสามารถขยายกำลังการผลิตให้สูงกว่าความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคได้ หากตนไม่เปิดประเทศเพื่อพัฒนาการแข่งขัน ตนก็จะผลิตได้เท่าที่ตลาดภายในต้องการและก็จะผลิตสินค้าทุกอย่างที่ตนต้องการใช้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เช่น ไทยเราได้เปรียบในการผลิตอาหารและอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง แต่ไม่ถนัดในการผลิตเครื่องบิน ดังนั้น เราจึงสามารถส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว น้ำตาล ไก่ สุกร ออกแข่งขันในตลาดโลกได้ แต่ไม่ถนัดในการผลิตเครื่องบิน ดาวเทียม จรวดส่งดาวเทียม อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทันสมัยได้ จึงเอาเงินที่ได้จากการส่งออกสินค้าที่เราได้เปรียบ จากความสามารถที่ผลิตเกินความต้องการ ไปใช้จ่ายซื้อสินค้าที่เราไม่ถนัดผลิต

สำหรับเป้าหมายอันที่ 2 ของนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เศรษฐกิจควรขยายตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่จำเป็นต้องขยายตัวในอัตราสูงกว่าการขยายตัวเฉลี่ยของภูมิภาค แต่ขอให้ขยายตัวในอัตราที่สม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่าต้นทุนการผลิตโดยรวมของสินค้านั้น ๆ เพราะจะไม่ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ ก็เพื่อสามารถทำให้คนส่วนใหญ่สามารถซื้อหาบริโภคได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ หรืออย่างน้อยต้องไม่ต่ำลง

ขณะเดียวกัน ระดับราคาก็ไม่ขึ้นหรือลงอย่างรุนแรง จนกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อหรือภาวะเงินฝืด แล้วแต่กรณี

การที่ประเทศไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก จะต้องเปิดประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของโลก เป้าหมายต้องสามารถแข่งได้ โดยมีเสถียรภาพทั้งด้านรายได้และราคา ทั้งสินค้าและบริการ จึงต้องสละเป้าหมายที่ 3 คือ ช่องว่างระหว่างรายได้ เพราะถ้าเอาเป้าหมายการกระจายรายได้เป็นหลักก็อาจจะต้องสละความสำคัญอย่างอื่นลงไปก่อนในเบื้องต้น การจะได้ทั้ง 3 เป้าหมาย พร้อม ๆ กัน เป็นไปได้ยาก

แม้แต่ในภาคการเงิน การกำหนดราคาของทุน อันได้แก่ ดอกเบี้ย ก็ต้องสอดคล้องกับภาวะการเงินของตน เพื่อให้มีเงินไหลเข้าหรือออกให้พอดี ควรทำให้ค่าเงินของตนไม่อ่อนหรือแข็งเกินไป จนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของผู้ส่งออกและผู้ลงทุนในประเทศ เพราะประเทศที่เล็กและเปิดอย่างประเทศไทย ที่มีมูลค่าการส่งออกถึงร้อยละ 70 ของรายได้ประชาชาติ อัตราแลกเปลี่ยนย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออก

เมื่อมีการลดความสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ลง แต่นักเศรษฐศาสตร์หันมาให้ความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องคุณภาพชีวิตของคนทุกชนชั้น ซึ่งเริ่มจากความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความปลอดภัยในการทำงานในโรงงาน การให้สิทธิพิเศษแก่แรงงานสตรีมีครรภ์ ครอบครัวที่มีลูกอ่อน ความเท่าเทียมกันในด้านการศึกษา ความเหลื่อมล้ำในด้านคุณภาพของโรงเรียนสถานศึกษา สมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เน้นในเรื่องนี้มากและยึดถือกันเรื่อยมา จึงไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในด้านการศึกษา การศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงอุดมศึกษาต้องจัดโดยรัฐ แต่ความเท่าเทียมของการศึกษาก็ขึ้นอยู่กับฐานะของครอบครัว ถิ่นที่อยู่ และมันสมองของเด็กที่ไม่เท่ากันด้วย

การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขโดยโครงการสุขภาพดีทั่วหน้า อันได้แก่ โครงการดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงคลอด โดยโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค การต้องเก็บเงิน 30 บาท ก็เป็นการกันไม่ให้คนมาใช้บริการโดยไม่จำเป็น โครงการนี้ได้รับความนิยมมากจนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ฝ่ายตรงกันข้ามพยายามล้มเลิกให้ได้ โดยอ้างว่าเป็นภาระแก่เงินงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลยังมีช่องทางหาเงินได้อีกมากทั้งจากการกู้และภาษี โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเพิ่มขึ้นตามอัตราการบริโภคของคนในสังคม

การใช้ยอดหนี้ของครัวเรือนเพื่อสร้างความรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำ บางทีก็อ้างไม่ครบ เพราะจะอ้างหนี้ของครัวเรือนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอ้างควบคู่กับทรัพย์สินของครัวเรือนด้วย เช่น ที่ทำกิน บ้านเรือนที่พักอาศัย รวมตลอดถึงยานพาหนะ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ถึงฐานะของครัวเรือน ตัวเลขที่ควรอ้างก็คือทรัพย์สินสุทธิของครัวเรือน หรือภาษาฝรั่งเรียกว่า net-worth เศรษฐีไทยหลายคนใช้ชีวิตอย่างสมถะ อยู่กินอย่างพอเพียง มีหนี้จาก ธ.ก.ส.เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่า หารายได้จากการกู้มาลงทุนหรือกู้มาซื้อเครื่องใช้ เช่น ทีวี ตู้เย็น คอมพิวเตอร์และอื่น ๆ

หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นตามสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเพราะดอกเบี้ยต่ำ จึงไปซื้อผ่อนส่งยานพาหนะ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศและอื่น ๆ ย่อมเป็นผลดีต่อการลดช่องว่างในด้านคุณภาพชีวิต แม้ช่องว่างของรายได้จะสูงขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคุณภาพชีวิตจะเลวลง และถ้าหากครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงขึ้น แต่ก็มีความสามารถชำระหนี้ได้เป็นส่วนใหญ่ เราจึงเห็นตัวเลขหนี้ที่ไม่เคลื่อนไหว หรือ NPL มีอัตราต่ำกว่าหนี้ของคนร่ำรวยในเมืองเสียอีก การเสนอหรืออ้างหนี้ของครัวเรือนอย่างเดียว จึงไม่สู้จะมีประโยชน์ หนี้ของครัวเรือนเป็นปัญหาของเจ้าหนี้ที่ต้องคอยระมัดระวังในการปล่อยกู้ ไม่ใช่ปัญหาของฝั่งลูกหนี้ฝ่ายเดียว

ขณะนี้รายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ยเข้าสู่ระดับรายได้ปานกลางขั้นสูงแล้ว การดำเนินนโยบายที่สอดคล้องในการผลักดันการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เป็นเรื่องสำคัญกว่าอย่างอื่น การจะผลักดันให้ประเทศเข้าสู่สโมสรของประเทศที่มีรายได้ระดับสูง ทำได้ยากกว่าการลดความเหลื่อมล้ำในด้านคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่

ภาษีอากรควรทำหน้าที่อย่างเดียว คือ สร้างรายได้ให้กับรัฐบาล ภาษีใดที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและมีช่องให้ข้าราชการใช้ดุลพินิจได้ อันเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งได้แก่ภาษีที่เคยเรียกว่า ภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้ทั้งนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ควรลดอัตราลงให้แข่งขันกับต่างประเทศในการดึงดูดนักลงทุน

ภาษีเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด เพราะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ต้องเสียสละความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนลง เป็นการดึงรายได้เฉลี่ยของคนมีฐานะให้ต่ำลง การลดช่องว่างควรจะทำโดยพยายามยกฐานะของคนมีรายได้ต่ำให้สูงขึ้น ซึ่งในที่สุดจะทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลงเอง นักเศรษฐศาสตร์ที่ใจร้อน รับไม่ได้ ต้องการเห็นให้เร็วกว่านี้ โดยเน้นบทบาทของรัฐบาล ซึ่งการใช้เงินทุนของรัฐบาลโดยทั่วไปมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเอกชน ยกเว้นสิ่งที่เอกชนทำไม่ได้ เช่น การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือระบบยุติธรรม เช่น ศาล อัยการ ตำรวจ ยกเว้นของท้องถิ่นในบางเรื่อง

อัตราการถือครองที่ดินโดยเกษตรกร สำหรับการเกษตรสมัยใหม่ บางทีเป็นเรื่องที่มองผิวเผินไม่ได้ ที่ดินที่เคยถือครองโดยเกษตรกรจำนวนมาก บุตรหลานที่เข้ามารับการศึกษาในระดับสูง มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่กลับไปเป็นชาวนาอีกแล้ว เพราะเป็นงานหนัก แต่ก็ไม่อยากขายที่นาของตน หรือขายก็ไม่มีใครซื้อ การเช่าที่นาทำนาของชาวนาด้วยกันก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ตัวเลขผลผลิตต่อไร่ จำนวนการถือครองที่นาตามการสำรวจของราชการโดยการสัมภาษณ์ชาวนา เป็นตัวเลขที่ไม่จริงเป็นส่วนใหญ่ เพราะชาวนาต้องการให้เห็นภาพว่าตัวเองยากจน เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องประกันราคาสินค้าเกษตรให้ต่อไป

หลักฐานพยานที่เห็นชัดเจนก็คือ เมื่อรัฐบาลทหารชุดนี้ยกเลิกการประกันราคาสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง โดยจ่ายเป็นเงินให้ผู้ที่มีรายได้น้อยแทน การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรก็ไม่ลดลง แต่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยความเป็นจริงย่อมไม่มีใครยอมผลิตถ้าเห็นว่าจะขาดทุน และยิ่งเป็นการขาดทุนติดต่อกันถึง 4 ปี การทำสวนยางยิ่งไม่มีการขาดทุน ถ้าได้ลงทุนจนสามารถกรีดน้ำยางได้แล้ว ถ้าทำการกรีดยางเอง ถ้าจ้างแรงงานกรีดก็แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง เพราะต้นทุนอย่างอื่นแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากน้ำยางซึ่งราคาไม่แพงอะไรมาก เพียงแต่จะได้รายได้มากหรือน้อยจากการเป็นเจ้าของสวน ความคิดว่าเกษตรกรผลิตสินค้าขาดทุน จึงไม่เป็นความจริง เป็นการหลอกตัวเอง เป็นเครื่องมือในการหาความนิยมของรัฐบาลมาทุกยุคสมัย

การวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้และทรัพย์สิน จึงเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน เกษตรกรมีทั้งฐานะดีและฐานะไม่ดี เกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนไม่ว่าจะสวนอะไร ส่วนมากมีฐานะดี ส่วนที่เป็นพืชล้มลุก เช่น ไร่อ้อย ก็มีฐานะดี แต่ถ้าเป็นชาวนาก็ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในเขตเกษตรก้าวหน้า มีระบบชลประทานหรือไม่ หรืออยู่ในเขตเกษตรน้ำฝน ซึ่งบัดนี้ก็นิยมขุดบ่อเก็บน้ำแล้วสูบขึ้นมาในช่วงฝนทิ้งช่วง เลือกปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงที่เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศและตลาดบนในกรุงเทพฯ ฐานะของเกษตรกรจึงดี ถ้าวิเคราะห์ไม่ดีก็จะสูญเสียงบประมาณจากภาษีของประชาชนโดยเปล่าประโยชน์ คนจนจริงอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ เพราะจำต้องเป็นกรรมกรใช้แรงงาน

เรื่องนี้จะวิเคราะห์เพียงผิวเผินไม่ได้

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 4 พ.ย. 2561

 

“นอนนาแก้จน” ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

FarmerFarmStayModel

 

หลายคนเมื่อได้ยินแล้วอดนึกขำ หัวเราะว่า นอนนาแก้จนได้อย่างไร

วันนี้มีโอกาส เดินทางไปตามคำบอกของชาวบ้านว่า มีผู้ทำโครงการนอนนาแก้จน มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการและนำไปเป็นตัวอย่าง ที่บ้านบัว พบกับเจ้าของสวนและโครงการ หลังทักทายกันแล้ว ก็พาเที่ยวชม

ดร. พลังพงศ์ คำจวง กรรมการบริหาร ศูนย์อุตสาหกรรมบัวแก้วธานี อยู่บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 5 บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าถึงความเป็นมาของโครงการชวนนอนนาแก้จนว่า แต่เดิมก็ทำนา ทำสวน หลังจากเรียนหนังสือจบก็เคยคิดที่จะทำงานราชการ แต่ชีวิตก็ไปทำธุรกิจหลายอย่าง และสุดท้ายก็มาทำโรงงานตัดเสื้อผ้า และผลิตถุงกอล์ฟส่งประเทศญี่ปุ่น แต่จากปัญหาภาวะเศรษฐกิจจึงหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงผลิตเสื้อผ้าเช่นเดิม

ในช่วงนั้นก็หันมาลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกเทศบาลตำบลบัวสว่าง และเนื่องจากมีแนวคิดโครงการช่วยชาวบ้าน จึงคิดโครงการ “นอนนาแก้จน” ขึ้น พร้อมกับโครงการขยายไฟฟ้า เพื่อเป็นฐานของการทำโครงการ

ต่อมาได้ลงมือทำเองเพื่อเป็นการนำร่อง ให้ชาวบ้านเห็น ฟื้นวิถีชีวิตชุมชน คนในหมู่บ้าน หันมาทำจริงจัง พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ไปด้วย จึงมีชาวบ้านสนใจและทำกันมากมาย

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วม หากไม่มีวัว ควาย เลี้ยง…ทางโครงการก็จะแจกให้ยืมเลี้ยง เมื่อวัวและควายนั้นได้ลูกหลานออกมาก็จะมอบให้กับคนที่นำไปเลี้ยง ส่วนแม่พันธุ์ก็จะคืนมาให้กับเกษตรกรรายอื่นต่อไป ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการให้ ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มประชากรวัว ควาย ในตัวด้วย พร้อมส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้ปุ๋ยมูลวัวและควาย

“โครงการนอนบ้านมั่งคั่ง นอนนาแก้จน เป็นนโยบายที่คิดขึ้นจากพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด แต่คุณภาพชีวิต การศึกษา สุขอนามัย สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่าคนในเมือง วันนี้นโยบายดังกล่าวจึงเป็นแนวทางอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตคนชนบทดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชาวบ้านชนบทเข้มแข็งมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น คิดว่าจะทำให้สังคมในเมืองเข้มแข็งเป็นเงาตามตัว นี้จึงเป็นที่มาของแนวคิดดังกล่าว” ดร. พลังพงศ์ บอก

ดร. พลังพงศ์ บอกว่า วิถีชีวิตชนบทไทยที่กำลังจะหายไปเพราะสังคมอุตสาหกรรมเข้ามาทดแทนแรงงานชนบท โดยสินค้าเกษตรถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และการทุจริตเชิงนโยบายของรัฐบาลหลายคณะตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ต้นทุนปุ๋ยยากำจัดศัตรูพืชราคาสูง ราคาพืชผลตกต่ำ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ นี่แหละคือกระดูกสันหลังของชาติ ไม่ได้เป็นเนื้อกับเขา เป็นเพียงแค่กระดูกรอวันผุเท่านั้น

เมื่อเกษตรกรได้ไปอยู่ในที่ดินทำกินของตนเองหรือที่ทำงานของเขา เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีเงินออม ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าอบอุ่น ประเพณีมีคนสืบทอดให้รุ่นหลัง เงินกระจายทุกกลุ่ม ราคาที่ดินหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ความเจริญกระจายตัว จะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง มีผลทำให้เศรษฐกิจในเมืองมั่นคงไปด้วย เป็นวงจรที่มั่นคง มีเสถียร ประเทศชาติมั่งคั่ง

การแก้จนต้องเริ่มจากการพึ่งพาตนเอง ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

จากสภาพปัจจุบันภาคเกษตรกรรม พบว่าชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายจ่ายมากกว่ารายได้ เกิดการกู้หนี้ยืมสิน ขณะเดียวกัน หน่วยภาครัฐก็จะมักจะใช้วิธีการแก้ปัญหาความจนด้วยการทุ่มเทงบประมาณให้กับชาวบ้าน แต่คนเหล่านั้นก็ไม่มีความพร้อมที่จะบริหารจัดการเงิน ทำให้มีเงินเท่าไรก็ไม่พอ ขณะที่ปัญหาความจนก็ยังคงอยู่ ซึ่งข้อเท็จจริงจากการที่ได้ไปวิเคราะห์ในระดับล่าง

ปัญหาความยากจนที่แท้จริงก็คือ การที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถึงแม้ความจนต้องแก้ด้วยตัวเอง แต่ต้องมีชักนำคน เริ่มต้นช่วยเหลือและเพิ่มแนวทางการแก้จน ให้เขาพึ่งตนเองได้ก่อน

ดร. พลังพงศ์ กล่าวอีกว่า คำว่า “นอนนาแก้จน” หากนึกย้อนภาพในอดีตของคนอีสานที่เมื่อถึงฤดูกาลทำนา ชาวนาก็จะลงไปนอนที่ทุ่งนา และมีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ดังนั้น การไปอยู่เถียงนาก็คือ สภาพการพึ่งพาตนเองที่ไม่ใช้การบริโภคจากภายนอก ซึ่งเมื่อได้แนวคิดนี้ จึงได้นำชาวบ้านในหมู่บ้านนำร่อง คือบ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยสิ่งแรกต้องเริ่มจากการปรับกระบวนทรรศน์ที่จะพึ่งพาตนเองก่อน เพราะถ้ามัวแต่จะรอรับอย่างเดียวก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ

ดร. พลังพงศ์ บอกว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ได้รับการเลือกเข้าไปเป็นผู้บริหาร เทศบาลตำบลบัวสว่าง ได้ใช้งบประมาณลงทุนขยายเขตไฟฟ้าสู่ไร่ สู่นา เพื่อนำความสว่างไสวให้ทั่วพื้นที่รับผิดชอบ เพราะคิดว่าเมื่อไฟฟ้าไปถึง ชาวบ้านจึงจะสามารถออกไปอาศัยตามหัวไร่ปลายนาได้ตลอดทุกฤดูกาล ไม่ต้องอุดอู้ปลูกเรือนติดๆ กันในหมู่บ้านเหมือนสลัม บางครอบครัวมีลูกมากต้องเอาตู้เสื้อผ้ามากั้นเป็นห้องเล็กๆ

โครงการนี้ นำมาสู่การพิชิตความยากจน ลดรายจ่ายอย่างถาวรคือ ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์เทียวไปนาทุกวัน ซึ่งหลายคนอาจปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ไว้กินเอง จึงต้องเทียวไปเฝ้า ซึ่งรายจ่ายค่าน้ำมันในส่วนนี้ก็จะหมดไป

จากการประเมิน ได้ประเมินจากโครงการนอนนาแก้จนมีอยู่ 4 ด้าน คือ

     1. ความยากจนลดลง

     2. พออยู่พอกิน

     3. ชีวิตมีสุข

     4. ครอบครัวแห่งการเรียนรู้

 

 


โดยพบว่าครอบครัวที่เข้าโครงการมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สังเกตได้จากซื้อหวยน้อยลง แต่ไม่ถึงกับไม่ซื้อเลย กินเหล้า สูบบุหรี่ ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะทำให้ความยากจนลดลง แต่ไม่ใช่หมดไปเสียทีเดียว เป็นแบบค่อยเป็นคอยไป แต่ที่สำคัญก็คือ เขามั่นใจเรื่องของการแก้จนที่ว่า ต่อไปนี้เขาจะแก้จนด้วยการไม่รอรับเงินอย่างเดียวแล้ว พื้นที่นำร่องตำบลสว่างนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีในแง่ของการพึ่งพาตนเอง ครอบครัวมีสุข ความขัดแย้งในครอบครัวลดลง ซึ่งเมื่อพื้นที่นำร่องประสบความสำเร็จแล้ว เชื่อว่าในอนาคตจะนำไปขยายเป็นเครือข่ายไปทั่วทั้งจังหวัดสกลนคร

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 5 พ.ย. 2561

ผู้เขียน : สุพจน์ สอนสมนึก

 

 

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้506
เมื่อวานนี้1514
สัปดาห์นี้506
เดือนนี้15861
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 921546
Visitor IP : 54.36.149.16 17 ธันวาคม 2561

มี 23 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์