บทความ

ปรุงรัก...ผักอินทรีย์ สายใยผู้ผลิต ผู้บริโภค

PrungrakConsumerTour

 

เมื่อวันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา มูลนิธิชีวิตไท (Local Act) ได้ร่วมกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา จัดกิจกรรมทัวร์ 'ปรุงรัก ผักอินทรีย์' เชื่อมโยงสายใยผู้ผลิต ผู้บริโภค โดยนำผู้บริโภคจากกรุงเทพฯและฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่เยี่ยมแปลงผู้ผลิตกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา  

เป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคถึงแหล่งที่มาของอาหาร ฐานการผลิตอาหารอินทรีย์ และสถานการณ์ของเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริโภคกับเกษตรกรรายย่อยผู้ผลิตอาหารอินทรีย์ ร่วมรักษาฐานการผลิตอาหารปลอดภัยและวิถีการผลิตที่ยั่งยืน และถือเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการมาให้เห็นพื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ในสถานที่จริงและได้ลงมือทดลองทำด้วยตนเอง          เพิ่มประสบการณ์ด้วยการเรียนรู่ร่วมกับผู้อื่น

 

จากไร่มันสำปะหลัง สู่แปลงเกษตรอินทรีย์

 

“กลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต” มีจุดเริ่มต้นประมาณปี 2524  เมื่อนักพัฒนาเอกชนได้เข้าไปบุกเบิกทำงานกับกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ เริ่มทำงานทางความคิดกับคนในชุมชนผ่านกิจกรรมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อให้กลุ่มออมทรัพย์เป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มและสมาชิก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ กลุ่มออมทรัพย์กลุ่มแรก คือ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาบ้านยางแดง จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายผลไปจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ไปยังชุมชนต่างๆ ในพื้นทีใกล้เคียง พร้อมกับการทำงานส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกเกิดการปรับระบบการผลิตมาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ ปรับเปลี่ยนจากไร่มันสำปะหลัง สู่แปลงเกษตรอินทรีย์ และพืชผักพื้นบ้าน โดยเริ่มจากเกษตรกรที่มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต

 

ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิกในเครือข่ายผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จำนวน 125 ราย  ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ตลาดต่างประเทศ โดยทำงานร่วมกับสหกรณ์กรีนเนต ส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ อาทิเช่น ข้าว สมุนไพรเครื่องเทศ ตลาดในประเทศ จัดส่งผักพื้นบ้านประมาณ 50 รายการให้กับร้านค้าปลีก ได้แก่ เลม่อนฟาร์ม ตลาดสีเขียว (Green Market) เป็นการพัฒนาตลาดให้ผู้ผลิตค้าขายเอง ได้แก่ ตลาดสีเขียวในโรงพยาบาล ตลาดเขียวที่โรงแรมรีเจนท์ กรุงเทพฯ ประจำทุกวันพฤหัสบดี นอกจากนี้มีการตลาดระบบสมาชิก Community Support Agriculture (CSA) โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อชนิดผักที่ต้องการได้ล่วงหน้ากับผู้ผลิต โดยผลผลิตจะถูกจัดส่งไป ณ จุดกระจายย่อยตามที่ตกลง จากบทเรียนการตลาดเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มพบว่า ทิศทางการตลาดเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับวิถีการผลิตของเกษตรรายย่อย คือ ตลาดท้องถิ่น เนื่องจากผู้บริโภคต้องการผลผลิตปริมาณไม่มากและมีความหลากหลาย ในขณะที่การตลาดส่งออกต้องการผลผลิตปริมาณมาก แต่ไม่มีความหลากหลาย

 

สัมผัสธรรมชาติ ชมสวนผักอินทรีย์

 

กิจกรรมการท่องเที่ยว ปรุงรักผักอินทรีย์ สายใยผู้ผลิต ผู้บริโภค มีกิจกรรมให้ผู้บริโภคเยี่ยมชมแปลงของเกษตรกรสมาชิกและแปลงผักของกลุ่ม การเดินชมแปลงผักจะทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าภายในแปลงผักของที่นี่จะมีการผลิตผักหลากหลายชนิด ทั้งชนิดที่เรารู้จักกันดี เช่น กวางตุ้ง คะน้า แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว ชะอม ผักสลัด บล็อกเคอรี่ ฯลฯ และผักพื้นบ้านที่ผู้บริโภคอาจไม่คุ้ยเคยนัก เช่น ผักแต้ว ผักชะมวง ผักหนาม เป็นต้น  นอกจากพืชผักภายในแปลงยังมีไม้ผล และไม้ใช้สอยร่วมด้วยในแปลง ถือเป็นการทำเกษตรอินทรีย์รูปแบบแปลงผสมผสาน มีผลผลิตตลอดทั้งปีเป็นรายได้หมุนเวียนของผู้ผลิต ทำให้ผู้บริโภครู้ว่าการทำแปลงผักต้องมีการวางแผนในการปลูกพืชผักภายในแปลง

 

ปรุงรัก ผักอินทรีย์ เริ่มจากปรุงดิน

 

กิจกรรมต่อมาคือการปรุงดิน หรือการเตรียมดินสำหรับปลูกผัก ผสมดินให้มีธาตุอาหารครบถ้วนตามที่ผักต้องการ สัดส่วนคือ ดินดี 1 ส่วน แกลบเผา 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน หลังจากคลุกเคล้าหรือปรุงดินให้เข้ากันดีแล้ว จะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้นำดินที่ปรุงเสร็จแล้วตักใส่กระถาง จากนั้นเลือกต้นกล้าผักชนิดที่ต้องการนำลงปลูกในกระถางและนำกลับบ้านไปดูแลต่อ เพื่อทดลองเป็นผู้ผลิตดูสักครั้ง และผลตอบแทนคงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากผักที่จะเติบโตมาพร้อมให้ผู้บริโภคได้นำมาทำเมนูปรุงรักให้ตนเองและครอบครัว

 

และกิจกรรมสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำแปลงผักอินทรีย์ คือเรียนรู้ขั้นตอนการเก็บเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกในครั้งต่อไป เป็นการรักษาเมล็ดพันธุ์ การพึ่งพาตนเองและยังช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของเกษตรกรผู้ผลิตไปในตัวด้วย  ปัจจุบันทางกลุ่มมีเมล็ดพันธุ์พืชผักอินทรีย์ที่เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เอง จำนวนกว่า 100 ชนิดต่อปี

 

 ตลอดระยะเวลา  1 วันเต็มจากกิจกรรมที่ผู้บริโภคได้เรียนรู้จากผู้ผลิตไปนั้นทำให้รู้ว่าไม่ง่ายเลยในขั้นตอนการทำเกษตรอินทรีย์ ต้องมีความรู้ความเข้าใจ          การวางแผนก่อนที่จะลงมือทำ การเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดิน จนถึงการรดน้ำ พรวนดิน เก็บเกี่ยว และส่งถึงมือผู้บริโภค แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับเกษตรกรที่ทำด้วยหัวใจ พวกเขาต่างทุ่มแรงกายและแรงใจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับตนเองและผู้บริโภค และเป็นผลดีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม  นอกเหนือจากประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจแล้ว นั่นคือผู้บริโภคได้รับความรู้ ความเข้าใจถึงต้นทางการผลิต สถานการณ์ชีวิตของเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงสายใยระหว่างผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ในการส่งต่อสิ่งดีดีให้กัน เพื่อสรรค์สร้างสังคมดีร่วมกัน

 

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 10 ก.พ. 2562

ผู้เขียน : สุชาดา ทรงบัญฑิต

 

อคติทางเพศทำให้เกษตรกรผู้หญิงขาดโอกาส

GenderinAgriculture 

 

 

ความไม่เท่าเทียมทางเพศถือเป็นประเด็นที่คนพูดถึงกันในหลายวงการ ตั้งแต่วงการบันเทิงไปจนถึงเทคโนโลยี แต่ความไม่เท่าเทียมทางเพศในภาคอุตสาหกรรมเกษตรกลับไม่ค่อยมีใครสนใจนัก ทั้งที่ภาคเกษตรกรรมมีความเป็นสังคมชายเป็นใหญ่อย่างเห็นได้ชัด

เกษตรกรผู้หญิงและผู้หญิงที่อยู่ในชนบทของประเทศในแถบเอเชียและออสเตรเลียยังคงเผชิญกับการกดขี่และความไม่เท่าเทียมทางสังคมอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกษตรกรผู้หญิงรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเกษตรกรรม กฎหมาย สิทธิที่ดิน สิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้ภาครัฐและสังคมตระหนักถึงปัญหาที่เกษตรกรผู้หญิงต้องเผชิญ 'ลาเวียคัมเปซินา' ก็ถือเป็นเครือข่ายเกษตรกรผู้หญิงที่ใหญ่และเข้มแข็งมากเครือข่ายหนึ่ง

การประชุมภูมิหญิงลาเวียคัมเปซินาระดับภูมิภาคเอเชียและออสเตรเลียปีนี้มีผู้เข้าร่วมจาก 11 ประเทศ แต่ปัญหาและอุปสรรคของพวกเธอกลับไม่ได้แตกต่างกันนัก โดยเกษตรกรจำนวนมากยังต้องต่อสู้เรื่องที่ดินทำกิน ที่บรรพบุรุษครอบครองมานาน แต่ถูกคุกคามด้วยการพัฒนาที่ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของเกษตรกรและไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์จนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เปลี่ยนไป เช่น การสร้างเขื่อนปากมูล ที่ทำให้ปลาในพื้นที่ลดลง ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

 

ซะซะกิ ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ซะซะกิ ญี่ปุ่น

คะโยโกะ ซะซะกิ รองผู้อำนวยการสมาคมผู้หญิงของโนมินเรน ขบวนการครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นกล่าวว่า เธอมาจากจังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งเป็นพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ระเบิดอย่างรุนแรงในปี 2011 หลังเกิดแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ประสบภัยจำนวนมาก สูญเสียบ้านและที่ดินทำกิน หลายคนเป็นเกษตรกรมานาน แต่เมื่อต้องย้ายออกจากพื้นที่ก็ต้องไปหางานอื่นทำ

ขณะที่สารกัมมันตรังสีปนเปื้อนพื้นที่ เมื่อดินมีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนก็ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หรือผลิตผลที่ได้จากการทำการเกษตรหรือประมงบริเวณรอบนอกฟุกุชิมะก็ขายไม่ได้ เพราะคนยังไม่มั่นใจว่าสินค้าเหล่านั้นปลอดภัยหรือไม่ เธอและคนในชุมชนจึงร่วมกันต่อสู้เพื่อต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศ และคัดค้านไม่ให้บริษัทญี่ปุ่นไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศอื่นอีกด้วย เพราะเธอมองว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นศัตรูกับการทำเกษตรกรรม

ซะซะกิกล่าวถึงปัญหาของเกษตรกรผู้หญิงโดยรวมในญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นมีปัญหาคล้ายกับหลายประเทศ แม้จะมีกฎหมายที่ระบุว่าจะปกป้องความเท่าเทียมทางเพศระหว่างชายหญิง แต่ในความเป็นจริง คนก็ยังมีทัศนคติเดิมๆ ว่า ผู้หญิงควรอยู่บ้าน ผู้ชายไปทำงานนอกบ้าน เธอมองว่า วิธีส่งเสริมเกษตรกรผู้หญิงมี 2 ข้อได้แก่

1. เกษตรกรผู้หญิงจะต้องพึ่งพาตัวเองได้ หมายความว่าผู้หญิงต้องมีรายได้เพียงพอ การมีระบบที่ดีในการจัดสรรรายได้ให้ผู้หญิงอย่างเพียงพอจึงสำคัญมาก 2. ส่งเสริมให้ผู้หญิงมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ แต่เธอก็ยอมรับว่าแม้แต่ในองค์กรของเธอเอง คนที่เข้าร่วมประชุมหลายคนเป็นผู้ชาย ดังนั้น เธอจึงพยายามจะสื่อสารว่า การมีผู้หญิงอยู่ในองค์ประชุมมากขึ้นจะเป็นก้าวแรกไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศ

ซาแมนธา ออสเตรเลีย

 

ออสเตรเลีย

ซาแมนธา ออสเตรเลีย

ด้านซาแมนธา พาล์มเมอร์ ตัวแทนจากพันธมิตรอธิปไตยทางอาหารออสเตรเลียอธิบายว่า แม้ออสเตรเลียดูเหมือนจะมีความเท่าเทียมทางเพศระหว่างชายหญิงมากกว่าหลายประเทศในเอเชีย แต่ภาคเกษตรกรรมก็ยังคงเป็นพื้นที่ของผู้ชายอยู่ เธออธิบายว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ เกษตรกรรมในออสเตรเลียส่วนใหญ่ถึงเป็นเกษตรขนาดใหญ่ ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ จึงมีภาพว่าเกษตรกรรมเป็นงานของผู้ชาย ผู้หญิงไม่ค่อยได้รับความเคารพเท่าผู้ชาย บางครั้งก็มีการบอกเป็นนัยว่าผู้หญิงไม่รู้ว่าต้องทำอะไรเท่ากับผู้ชาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง เพราะผู้หญิงก็มีความรู้ความสามารถด้านทำการเกษตร การตลาด และการแปรรูป

พาล์มเมอร์กล่าวว่า คนมันคิดว่ผู้ชายต้องไปทำงานในฟาร์ม ส่วนผู้หญิงก็จะทำเรื่องการเงิน บัญชี หรือทำงานนอกฟาร์ม เพื่อช่วยหารายได้เสริมให้ครอบครัว แต่กระแสเกษตรแนวใหม่อย่างการทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือเรียกอีกอย่างว่าเกษตรกรรมฟื้นฟู จะมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่เข้ามาทำ เพราะมีพื้นที่เกษตรไม่ใหญ่มากนัก และมีการจัดแบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ไว้อย่างดี ทำให้ผู้หญิงเข้มแข็งมากในหมู่เกษตรกรที่ทำเกษตรแบบผสมผสาน

สิตี อินโดนีเซีย

 

อินโดนีเซีย

สิตี อินโดนีเซีย

สิตี อินายาห์ ตัวแทนจากสหภาพชาวนาอินโดนีเซีย (SPI) กล่าวว่า ใน SPI เอง เวลาที่มีเรื่องจะต้องตัดสินใจ การตัดสินใจจะมาจากตัวแทน 2 คนจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพื่อให้มีความเท่าเทียมทางเพศในระดับการตัดสินใจ และใน SPI ก็มีพื้นที่ของผู้หญิงโดยเฉพาะ เพราะบางเรื่องก็มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่จะเข้าใจ สามารถตัดสินใจได้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับผู้หญิง และถ้าผู้ชายเข้ามาเป็นสมาชิก SPI เขาจำเป็นต้องนำผู้หญิงในครอบครัวของเขามาด้วย เพราะพวกเขาจำเป็นต้องสร้างครอบครัวเข้าโครงการครอบครัวเกษตรกร

เช่นเดียวกับผู้หญิงในหลายๆ สาขาอาชีพ ผู้หญิงที่เป็นเกษตรกรก็สวมหมวก 2 ใบ เป็นแม่ของลูกๆ เป็นภรรยาของสามี เวลาอยู่บ้าน แต่เวลาออกจากบ้าน เธอก็ต้องเป็นชาวนาด้วย ดังนั้น สิตีมองว่า ควรมีการแบ่งภาระหน้าที่กันอย่างเท่าเทียมระหว่างชายหญิง และจะทำเช่นนั้นได้ ผู้ชายก็จำเป็นต้องได้รับการอบรมเรื่องความเท่าเทียมทางเพศด้วย

นอกจากนี้ เกษตรกรผู้หญิงจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิที่ดินของตัวเอง เพราะสังคมชายเป็นใหญ่ทำให้ผู้หญิงเข้าไม่ถึงโอกาสในการครอบครองที่ดินทำกิน เพราะพ่อแม่ก็มักจะส่งต่อที่ดินให้กับลูกชายมากกว่า หรือเมื่อสามีเสียชีวิต ที่ดินก็อาจถูกส่งต่อไปยังญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชาย แทนที่จะเป็นของภรรยา ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องไปเป็นลูกจ้างในไร่นาของคนอื่น อาจเลือกไม่ได้ที่จะต้องใช้สารเคมีในการทำเกษตร

หนึ่งในประเด็นที่การประชุมลาเวียคัมเปซินาหารือกันก็คือเรื่องความรุนแรงต่อเกษตรกรผู้หญิง โดยสิตีอธิบายว่า การละเมิดเกษตรกรผู้หญิงในอินโดนีเซียไม่ได้มีแค่เรื่องความรุนแรงภายในครอบครัว ที่เกิดในบ้านแต่ยังหมายคือการได้รับสารปนเปื้อนต่าง ๆ ที่มาจากปุ๋ยเคมี โดยเกษตรกรผู้หญิงได้รับสารปนเปื้อนจากยาฆ่าแมลงระหว่างการทำงาน จะได้รับผลกระทบอย่างมากกับระบบการสืบพันธุ์ของผู้หญิง ส่วนใหญ่ ผู้หญิงเหล่านี้ก็เป็นมะเร็งและเสียชีวิต ดังนั้น ทุกปี เกษตรกรผู้หญิงในอินโดนีเซียจึงจัดงานรำลึกถึงเกษตรกรผู้หญิงที่เสียชีวิตจากความรุนแรงนี้

 

ที่มา : Voice TV วันที่ 6 ก.พ. 2562

 

'ฝุ่นพิษ-สารพิษ'เรื่องใหญ่ แต่ไม่มี'พรรคไหน'สนใจ!

PM2.5andOrganicFarmingPolicy

 

 

สัปดาห์นี้เป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2562 แต่ยังไร้พรรคการเมืองใด ที่ออกมาชูนโยบายแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ต้นเหตุก่อมลพิษ หรือว่าเรื่องดีๆ นักการเมืองมักมองข้าม

แม้ว่าช่วงนี้ละอองฝุ่น PM 2.5 จะเบาบางลงบ้าง แต่บ้านเราคงจะฝุ่นตลบไปจนถึง 24 มี.ค.โน่น เพราะเป็นช่วงเทศกาลเลือกตั้ง ปีนี้ไม่เฉพาะกรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่หลายจังหวัดเจอปัญหาละอองฝุ่นพิษ PM 2.5 ทั้ง เชียงใหม่ ตาก สระบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรปราการ ขอนแก่น เป็นต้น

นั่นแสดงว่าปัญหามลพิษจากฝุ่นที่เกิดจากรถที่ใช้น้ำมันดีเซล การเผาพืชเกษตร เช่น เผาอ้อย ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ชักชวนให้ชาวบ้านปลูกอ้อยแทนการทำนาแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ รวมถึงฝุ่นจากการก่อสร้างและจากโรงงานอุตสาหกรรมมีมานานหลายปีแล้ว

แต่ที่ผ่านมาเกิดในต่างจังหวัดเรื่องก็เลยไม่ดัง อีกทั้งเมื่อก่อนสื่อโซเชียลฯ ยังไม่แรง ต่างจากวันนี้ปัญหาเกิดกับคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางประเทศก็เลยเป็นที่สนใจ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ อันที่จริงไม่เฉพาะเรื่องฝุ่นพิษ แต่แทบจะทุกปัญหาต้องให้คนกรุงเทพฯ โวยวายเพราะเสียงดังกว่าคนต่างจังหวัด

ต้องยอมรับว่าปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้านอย่างมาก เพราะเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพโดยตรง ระยะยาวจะทำให้การทำงานของปอดถดถอย อาจเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้แม้ไม่สูบบุหรี่ก็ตาม และเพิ่มโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลและกรุงเทพฯ ก็ทำได้เพียงเอาน้ำฉีดขึ้นฟ้า หรืออย่างดีก็ใช้โดรน ใช้เครื่องบินเล็กบินขึ้นไปพ่นน้ำบนฟ้า

ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่เห็นพรรคการเมืองไหนเสนอทางออกที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น จะแก้ปัญหาเรื่องรถเก่าที่ใช้น้ำมันดีเซล ว่าจะลดปริมาณลงได้อย่างไร จะจำกัดอายุรถยนต์ที่ใช้รถดีเซลเหลือกี่ปี จะแก้ปัญหาปิกอัพในกรุงเทพฯ2ล้านคันอย่างไร จะกล้าลดมาตรฐานจาก 50ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรลงเหลือ 25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ตามที่กลุ่มกรีนพีชเสนอหรือไม่ หรือจะใช้มาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม

อีกเรื่องคือเรื่อง “เกษตรอินทรีย์”หากใครติดตามนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตร จะเห็นว่ารัฐบาลนี้และรัฐบาลที่ผ่านๆ มาต่างก็ให้ความสำคัญกับการที่จะให้ไทยเป็นผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ ทั้งในเรื่องการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการเกษตรเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ “ครัวโลก”

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ยังกำหนดการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 คาดว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามแผน ประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1.33 ล้านไร่ เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 9.67 หมื่นราย ตั้งเป้าสัดส่วนตลาดภายในประเทศ 40% ตลาดต่างประเทศ 60%



อย่างไรก็ตาม ทุกรัฐบาลบอกว่าประเทศไทยจะเป็นครัวโลก แต่กลับไม่ผลักดันเกษตรอินทรีย์จริงๆ จังๆ ทั้งที่สถานการณ์การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกกำลังมาแรงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลกมูลค่าตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงถึง3 ล้านล้านบาท และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เรียกว่าสำหรับตลาดเกษตรอินทรีย์ยังมีช่องว่างและโอกาสสร้างรายได้มหาศาล

อีกทั้งประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะให้ขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุเป้าหมายขึ้นแท่นผู้นำในระดับภูมิภาคได้ไม่ยาก เนื่องจากเรามีความได้เปรียบทั้ง สภาพภูมิอากาศ ทำเล ที่ตั้ง ประกอบกับการที่ไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารแหล่งใหญ่ของโลกอยู่แล้ว

แต่ทว่าปัญหาและอุปสรรคของเกษตรอินทรีย์บ้านเราที่ยังไม่ไปไกลเท่าที่ควร เนื่องมาจากพื้นที่ข้างเคียงยังใช้สารเคมี ดังนั้นหากประเทศไทยจะเป็น “ครัวโลก” จริงๆ ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ปลอดสารเคมี ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้สารเคมีเพราะต้นทุนต่ำ



นั่นเท่ากับว่าจะต้องห้ามใช้ หรือห้ามนำเข้าสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เป็นตัวทำให้เกิดปัญหาเรื่อง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2560 ไทยนำเข้าสารพาราควอต 44,501 ตัน มูลค่า 3,816 ล้านบาท เป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของวัตถุอันตรายที่นำเข้ามาในไทย ตามด้วยสารไกลโฟเซต ที่ไทยนำเข้า 59,852 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,283 ล้านบาท

แต่เท่าที่ติดตามนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่มีพรรคไหน หยิบยกปัญหามลพิษจากละอองฝุ่น หรือ ผลักดันประเทศเป็นครัวโลก เป็นประเทศเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมีมาเป็นนโยบายหลักแม้แต่พรรคเดียว ทั้งที่ปัญหาฝุ่นขนาดจิ๋ว PM 2.5 ที่ก่อมลพิษและปัญหาการใช้สารเคมีในภาคเกษตรเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง กระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 

 

ที่มา : เดลินิวส์ วันที่ 7 ก.พ. 2562

 

 

 

 

เนื้อหาอื่นๆ...

  1. ไขปริศนา "เกษตรกรไทย" ทำไมต้องเผา? สร้างมลพิษทางอากาศ
  2. ทำไมเกษตรกรไทยถึงจน และแก้ไขได้อย่างไร
  3. ระบบภาษีกระทืบซ้ำคนจน:นายกฯต้องสั่งแก้ด่วนกรณีขายฝาก
  4. สามพรานโมเดล เปิด 5 เทรนด์สำหรับผู้บริโภคอินทรีย์ปี 2562
  5. สิ่งที่เกษตรกรต้องรู้ก่อนเป็นหนี้และเมื่อถูกฟ้องคดี
  6. ชาวนาไทยในโลกที่ผันผวน
  7. วิรัตน์ แสงทองคำ : ห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรมไทย
  8. “พรรณพิมล คำปัน” ตัวอย่างเกษตรพึ่งตนเอง “ปลอดหนี้ – ปลอดภัย”
  9. ความฝันถึงสังคมที่เกื้อกูล..ของผู้ผลิตผู้บริโภค
  10. ปัญหาการนำนโยบายช่วยเหลือชาวนาไปปฏิบัติในพื้นที่ รายงานจากพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้712
เมื่อวานนี้1623
สัปดาห์นี้8287
เดือนนี้23478
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 999878
Visitor IP : 66.249.79.210 16 กุมภาพันธ์ 2562

มี 13 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์