บทความ

ทรัพยากรอาหารป่าชุมชน แหล่งพึ่งพิงสำคัญของคนจนไร้ที่ดินชนบท

ChaikleeCommunityforest

 

การขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกรและคนจนในชนบทเป็นปัญหาเรื้อรังและสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน ข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนคนจนทั่วประเทศของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ(ศตจ.) ในปี 2547 พบว่า  มีคนจนและเกษตรกรรายย่อยจากทั่วประเทศมาขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านที่ดินทั้งหมดประมาณ 4,800,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรและคนจนไม่มีที่ดินทำกิน จำนวน 889,022 ราย มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ จำนวน 517,263 ราย และมีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน  811,279 ราย

ทั้งนี้สาเหตุหลักที่การแก้ไขปัญหาด้านที่ดินในสังคมไทยไม่อาจสำเร็จได้โดยง่าย เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างการกระจุกตัวของที่ดิน มีคนรวยไม่กี่คนถือครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศเอาไว้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและคนจนซึ่งมีความต้องการที่ดินเพื่อการยังชีพ) กลับไม่มีที่ดินทำกิน หรือไม่มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน ดังนั้นภายใต้ระบบเศรษฐกิจสังคมและการเมืองปัจจุบัน การคิดค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาจากรูปธรรมตัวอย่างเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรและคนจนไร้ที่ดิน อาจเป็นทางออกที่สามารถเป็นไปได้ โดยรูปธรรมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ แนวทางการส่งเสริมศักยภาพ การมีส่วนร่วมของชุมชนและคนจนไร้ที่ดินในชนบทให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากจากป่าชุมชนเพื่อการยังชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ยศ สันตสมบัติ(2548) ได้ประมวลไว้ว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ การเก็บหาอาหารเป็นกิจกรรมที่ สำคัญอันดับแรก และเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นระบบเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ ลักษณะสังคมเก็บของป่าล่าสัตว์ เป็นสังคมที่มีขนาดเล็กที่ปรับตัวเข้ากับสภาพธรรมชาติแม้ในธรรมชาติที่ดูแร้นแค้น ผู้คนอยู่เป็นกลุ่มกระจัดกระจาย ออกหาอาหาร ไม่มีระบบกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไม่มีการผลิต ในทางสังคมไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น อาศัยเรื่องเพศเป็นเกณฑ์แบ่งงานกันทำ สังคมแบบนี้หากมองจากภายนอกจะขัดแย้งกับกรอบคิดเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารและความยากจน” เพราะดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์ เทคโนโลยีอยู่ในขั้นต่ำ ไม่มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถสั่งสมมูลค่าส่วนเกินได้ แต่งานศึกษาทางมานุษยวิทยากลับพบว่า ด้วยวัฒนธรรมการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ดี หลายสังคมสามารถทำมาหากินอย่างง่ายดายและเพียงพอต่อความต้องการ หากเรียนรู้ที่จะพัฒนารูปแบบการผลิตและจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนบนฐานระบบนิเวศให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ป่าชุมชนบ้านชัยคลี กับการพึ่งพิงป่าของคนไร้ที่ดินทำกิน

ชุมชนบ้านชัยคลี ตำบลหนองแก้ว อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นตัวอย่างชุมชนที่มีการพึ่งพิงทรัพยากรอาหารจากป่า เริ่มต้นจากกระบวนการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของคนจนไร้ที่ดิน ลุกขึ้นมาดูแลรักษา ปกป้อง และบริหารจัดการทรัพยากรป่าชุมชนให้ตอบสนองปัญหา ความต้องการ ผลประโยชน์ของชุมชนและเกิดความยั่งยืน

ป่าชุมชนบ้านชัยคลี เป็นป่ารอยต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สภาพป่าเป็นป่าเบญจพรรณ มีเนื้อที่ทั้งหมด 281 ไร่ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนในปี 2553 มีทรัพยากรพืชอาหารจากป่าที่ชุมชนเข้าไปเก็บหาที่สำคัญ ได้แก่ เห็ด ผักแต้ว ผักหวานป่า ผักชะมวง หน่อหวาย ไข่มดแดง ผลไม้ป่า มันเทียน เป็นต้น ปัจจุบันมีทั้งคนในชุมชนและชุมชนรอบนอกเข้ามาใช้ประโยชน์เก็บหาของป่าเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนมากกว่า 100 ราย โดยครึ่งหนึ่งเป็นคนในชุมชน ในจำนวนนี้ประมาณ 10 ครัวเรือน เป็นกลุ่มคนไร้ที่ดินทำกินในชุมชน ที่พึ่งพิงและเก็บหาของป่าอย่างจริงจัง เพื่อเป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักจำนวนหลายหมื่นบาทต่อปีต่อครัวเรือน

นิวรรตร์ กงแก้ว หรือพี่ตุ่น หนึ่งในคนจนไร้ที่ดินบ้านชัยคลี ซึ่งดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิงทรัพยากรอาหารจากป่าชุมชน ทั้งเพื่อการบริโภคและเพื่อขาย มีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 300-500 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ปีที่ผ่านมาเคยมีรายได้สูงสุดถึงวันละ 2,000 บาท จากการขายเห็ดโคนที่ขึ้นอย่างชุกชุมช่วงฤดูฝน ในเดือนพฤษภาคม-กันยายนของทุกปี ประมาณการณ์ว่ารอบหนึ่งปีพี่ตุ่นมีรายได้ทั้งจากการเก็บหาของป่าด้วยตนเอง และเป็นผู้รวบรวมผลผลิตอาหารจากป่ามาขายต่อ เฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อปี

 

MushroomNummark

เมนูเด็ดอาหารจากป่าชุมชน

ฝนพรำยามนี้เห็ดป่ามากมายกำลังขึ้นให้ชาวบ้านชัยคลี ได้เก็บกินและเก็บขาย จากป่าชุมชนของพวกเขา เห็ดน้ำหมาก  เห็ดโคน เป็นหนึ่งในบรรดาเห็ดขึ้นชื่อของที่นี่ เห็ดทั้งสองชนิดนี้ จะเกิดในเขตป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง มักเกิดเป็นดอกเดี่ยว บนพื้นดินร่วนปนทราย แต่จะอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ ละ 2-5 ดอก ราคาซื้อขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 200 บาท

เมนูอร่อยจากเห็ด ได้แก่ น้ำพริกเห็ด โดยการนำเห็ดมาย่างให้หอมแล้วน้ำไปตำกับพริก เป็นน้ำพริกเห็ด หากจะย่างจิ้มน้ำจิ้ม หรือทำต้มยำเห็ดก็อร่อย

นอกจากนี้ในป่าชุมชนบ้านชัยคลี ตามรายทางที่ทีมงานเดินสำรวจรายทาง พบพืชเถาวัลย์พันกิ่งไม้เป็นระยะๆ คือต้น "มันเทียน" เริ่มออกหัวช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี

เมนูอร่อยจากมันเทียน คือ หัวนำมาต้มให้สุก รสชาติหวานมันเหนียวหนึบ ชิ้นกำลังพอเหมาะพอกิน หรือนำไปทำของหวานก็ได้ ปัจจุบันหามันเทียนกินยากมาก ใครอยากกินแวะไปทานได้ช่วงปลายฤดูฝน

 

ความยั่งยืนของป่าคือความอยู่รอดของชุมชนและคนจนไร้ที่ดิน

ป่าชุมชน เป็นคำที่เกิดขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เป็นทางเลือกการจัดการระบบนิเวศป่าไม้โดยมีชุมชนเป็นฐาน หรือเป็นการจัดการทรัพยากรร่วมกันของชุมชน นอกจากนั้น ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ นักวิชาการด้านวนศาสตร์ชุมชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวว่า ป่าชุมชนเป็นกิจกรรมของคนชนบทในการจัดการทรัพยากรต้นไม้และป่าไม้ เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวและชุมชน เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนและมอบอำนาจให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปลูก จัดการป้องกัน และเก็บหาผลประโยชน์จากป่าไม้ภายใต้ระบบการจัดการที่ยั่งยืน

น่าเสียดายว่า หลังช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ป่าชุมชนบ้านชัยคลีซึ่งเป็นแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะคนจนไร้ที่ดิน เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ในทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศป่าอย่างเห็นได้ชัดเจน จึงกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของป่าเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องการใช้ประโยชน์เก็บหาของป่าอย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งขยะในเขตป่า ไม่เก็บขูดสปอร์เห็ด ไม่บุกรุกจับจองพื้นที่เขตป่าเป็นของส่วนตัว เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ทรัพยากรป่าไม้สามารถที่จะดํารงอยู่ได้เช่นเดียวกับชุมชนในระยะยาว โดยที่ป่าไม้ได้รับการดูแลจากชุมชนและชุมชนได้รับผลประโยชน์จากป่าไม้เป็นการตอบแทน

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์  วันที่ 10 สิงหาคม 2561

ส่งเสริมศักยภาพนักวิจัย ผลิตผลงานวิจัยเชิงพื้นที่ สร้าง “นักวิชาการรับใช้สังคม”

BaseAreaResearch

 

จากการตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในระดับชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนได้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และมูลนิธิมั่นพัฒนา จัดทำโครงการ “การพัฒนานักวิจัยและระบบสนับสนุนนักวิจัยเพื่อชุมชนและสังคม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่ให้เป็น “นักวิชาการรับใช้สังคม” ที่สามารถผลิตผลงานวิจัยเพื่อสังคมอันนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชุมชน สังคม และประเทศได้อย่างยั่งยืน

โครงการนำร่องเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2560 โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. อารี วิบูลย์พงศ์ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานชุดโครงการฯ ภายใต้ชื่อการจัดสรรทุนสนับสนุนนักวิจัยโครงการ  “ทุนพัฒนานักวิจัยสู่ตำแหน่งวิชาการเพื่อชุมชนและสังคม” ที่มุ่งเน้น “เศรษฐกิจชุมชน” เพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน มีรูปแบบการรับทุน 3 ประเภท คือ ทุนพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ ทุนพัฒนานักวิจัยรุ่นกลาง และทุนพัฒนาการเขียนบทความวิจัยเชิงพื้นที่ ซึ่งได้รับความสนใจจากอาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการมีการจัดกระบวนการอบรม และประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องต่างๆ อาทิ การฝึกตั้งโจทย์วิจัย การเขียนรายงานวิจัย การผลิตผลงานหรือบทความสู่ตำแหน่งวิชาการ นอกจากนั้นยังมีการให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยที่ได้รับทุน เพื่อให้นักวิจัยเหล่านี้สามารถนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าอบรมไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยของตนเองให้มีคุณภาพและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

 

วิชาการผสานภูมิปัญญา สู่เศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

ดร.ศิรดา นวลประดิษฐ์อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา หนึ่งในนักวิชาการผู้ได้รับทุนพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ และได้รับคัดเลือกเข้าโครงการจากงานวิจัยในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพโดยใช้เทคนิคบัญชีบริหารและระบบบัญชีต้นทุนของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปข้าวสังข์หยดพัทลุง บ้านเขากลาง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง” กล่าวว่า งานวิจัยครั้งนี้ของตนเป็นการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่หรือชุมชนเป็นครั้งแรก เนื่องจากในอดีตการทำวิจัยส่วนใหญ่ของตนนั้นจะเป็นเพียงแค่การทำงานเชิงเอกสารไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ชุมชนมากนัก ประกอบกับได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ที่มีจุดหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่ให้เป็น “นักวิชาการรับใช้สังคม” ทำให้ตนหันมาให้ความสนใจกับพื้นที่ชนบทไทย คือ จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของภาคใต้ ที่มี “ข้าวสังข์หยด” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองและปลูกได้แค่จังหวัดพัทลุงเท่านั้น โดยปัจจุบันข้าวสังข์หยดเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวหายาก และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทำให้มีความต้องการทางการตลาดสูง การจัดจำหน่ายและส่งออกข้าวสังข์หยดจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเมื่อได้เข้าไปศึกษากลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปข้าวสังข์หยดที่จัดตั้งในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดพัทลุง พบว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่ ยังขาดการได้รับความรู้และการสนับสนุนในเรื่องการนำหลักบัญชีบริหารซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบมาใช้กับการจัดทำการบัญชีบริหาร และการจัดจำหน่าย เพื่อให้การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้

ดร.ศิรดา กล่าวต่อว่า จากการเข้าไปศึกษาจึงได้ทราบถึงปัญหาของการดำเนินการและบริหารจัดการที่มีระบบต้นทุนแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการคิดค้นต้นทุนการผลิตของสินค้าในปัจจุบันที่มีความต้องการและการแข่งขันสูง เนื่องจากกลุ่มวิสาหกิจฯ ไม่ได้มีการคิดบัญชีต้นทุนการผลิตข้าวหรือลงบัญชีอย่างเป็นระบบและไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ที่ผ่านมากลุ่มวิสาหกิจฯ ดำเนินการจัดจำหน่ายขาดทุนมาโดยตลอด จึงเป็นที่มาของการนำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมไปประยุกต์ใช้ในวิสาหกิจชุมชนข้าวสังข์หยดบ้านเขากลาง เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และร่วมกันออกแบบหรือพัฒนาระบบบัญชีบริหาร ระบบบัญชีต้นทุนและระบบบริหารจัดการวิสาหกิจสำหรับการวางแผนและตัดสินใจ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน

สิ่งนี้ทำให้ตนได้นำความรู้เรื่องระบบบัญชีบริหารมาใช้กับการบูรณาการศาสตร์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาช่วยวางแผนโครงสร้างระบบบัญชีของวิสาหกิจชุมชนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ให้สามารถมีระบบบัญชีต้นทุนและเทคนิคการคิดต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมเพื่อให้การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนมีประสิทธิภาพและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งนี่คือหลักการที่สำคัญของการเชื่อมแนวคิด ทฤษฎีทางวิชาการมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนมีองค์ความรู้และสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลางอย่างยั่งยืน

“ตนได้นำเอาความรู้ทางด้านบัญชีและการเงินที่ตัวเองถนัด เข้าไปศึกษาต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคนิคบัญชีบริหาร เพื่อวางแผนการผลิตและการขายข้าวสังข์หยดของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง เพราะการนำระบบบัญชีเข้าไปปรับใช้กับการคิดต้นทุนให้กับชุมชน จะทำให้กลุ่มวิสาหกิจมีระบบบัญชีที่ดีช่วยให้รู้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงและสามารถตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการมีส่วนร่วมกับชุมชนที่จะนำไปสู่การสร้างให้เกิดวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งได้”

 

บูรณาการข้ามศาสตร์ ต่อยอดแนวคิด เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

นางสาวอัจฉรา พิเลิศ อาจารย์วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศรีสงคราม  มหาวิทยาลัยนครพนม จังหวัดนครพนม หนึ่งในนักวิชาการที่ได้รับทุนพัฒนาการเขียนบทความวิจัยเชิงพื้นที่ เรื่อง “รูปแบบการมีส่วนร่วมในการบรรเทาปัญหาการใช้น้ำในชุมชนบ้านแก้ง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม” กล่าวว่า ที่มาของการทำโจทย์วิจัยเชิงพื้นที่ในเรื่องนี้มาจากการที่ตนมีความสนใจในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ จึงได้ทำการสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงมหาวิทยาลัยและพื้นที่ในจังหวัด ซึ่งพบว่าชุมชนบ้านแก้งซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งในจังหวัดนครพนมประสบปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากวิถีชีวิตการใช้น้ำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยในอดีตมีประชากรไม่มากทำให้การใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภคยังเพียงพอกับความต้องการ แต่ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมากขึ้นทำให้ระบบน้ำประปาหมู่บ้านไม่เพียงพอต่อความต้องการ ชาวบ้านจึงประสบกับปัญหาเรื่องความขาดแคลนน้ำใช้อุปโภค บริโภค และการเกษตร นี่จึงเป็นที่มาของการนำเสนอโครงการวิจัยนี้

 

นางสาวอัจฉรา กล่าวต่อว่า งานวิจัย “รูปแบบการมีส่วนร่วมในการบรรเทาปัญหาการใช้น้ำในชุมชนบ้านแก้ง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม” ศึกษาบริบทชุมชนของบ้านแก้ง  การใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค การเกษตร การปรับตัว แก้ปัญหาเรื่องน้ำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการศึกษารูปแบบในการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิต โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านแก้ง ดังนั้นการที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ตนได้นำเรื่องกระบวนการทำงานเชิงพื้นที่มาปรับใช้ในการดำเนินงานวิจัยที่เน้นให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตั้งแต่การค้นหาปัญหาของชุมชนและพัฒนาโครงการวิจัย และร่วมกันวางแผนการทำงาน ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูล การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ตลอดจนการบริหารจัดการโครงการวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงความเป็นเจ้าของชุมชนมากขึ้น ได้แสดงความรู้ความสามารถที่มีอยู่ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนของตนเองให้เกิดความยั่งยืน

“นอกจากจะได้ใช้องค์ความรู้ของตนเองในการทำงานวิจัยเรื่องการบริหารจัดการน้ำแล้ว สิ่งสำคัญที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ ยังเป็นการเรียนรู้วิธีคิดและพัฒนาการเขียนบทความวิจัยในเรื่องกรอบแนวคิดของโครงการวิจัยในเรื่องดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมเรารู้แต่แนวคิดทฤษฎี ทำให้ขาดประเด็นสำคัญและรายละเอียดต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน เช่น เรื่องปริมาณน้ำในแต่ละฤดู คุณภาพน้ำ สี กลิ่น แต่ความรู้ที่ได้รับจากโครงการฯ ทำให้ตนได้หลุดออกจากกรอบแนวคิดแบบเดิมๆ และแตกกรอบแนวคิดหรือต่อยอดในเรื่องการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและจัดการน้ำของชุมชนให้สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นางสาวอัจฉรา กล่าวปิดท้ายว่า ผลจากการลงพื้นที่ศึกษาวิจัยเรื่องนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ความจริงแล้วพื้นที่บ้านเก้งไม่ได้ขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด เพียงแต่ขาดการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบ หรือไม่มีความรู้เรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดการน้ำภายในชุมชน จึงนำมาสู่การสร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชนในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ และรูปแบบในการกักเก็บน้ำหรือเพิ่มปริมาณน้ำ ผ่านการร่วมมือกันของคนในชุมชน เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำ หรือการสร้างระบบประปาของหมู่บ้านให้สามารถมีน้ำใช้งานอุปโภค บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การทำวิจัยเชิงชุมชนทำให้ตนได้เรียนรู้การผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับสังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน  ซึ่งเป็นการทำงานที่แตกต่างจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ทำงานแต่ในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว เพราะการวิจัยชุมชนมีตัวแปรที่หลากหลายและไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะปัจจัยด้านคนที่มีหลากหลายความคิด ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญทำของการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเลือกการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพบริบท เพื่อที่ผลงานวิจัยของเรานั้นจะสามารถสร้างคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างแท้จริง”

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 ก.ค. 2561

 

อ.ยักษ์ ยกเครื่อง ส.ป.ก. ปฏิรูปที่ดินเกษตร 30 ล้านไร่

WiwatSanlayakamthorn

 

6 เดือนกับการเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของ “ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร” หรือที่รู้จักกันดีในนาม “อาจารย์ยักษ์” อดีตประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ปลุกปั้น “โคกหนองนาโมเดล” ซึ่งมีนโยบายที่จะนำนโยบายนี้มาปรับใช้กับการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ แก้ปัญหาเรื้อรังของภาคเกษตร ปรับทิศทางการปฏิรูปที่ดินใหม่ พร้อมกับจัดระเบียบกองทุน ส.ป.ก.เพื่อเกษตรกร ปีงบประมาณ 2562-2563

ผุดโมเดลปฏิรูปที่ดิน 30 ล้านไร่

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หนึ่งปัญหาหลักของภาคการเกษตรคือการไม่ปรับพื้นที่ดินของเกษตรกร แผนการปฏิรูปที่ดินถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่ 40 ล้านไร่ของเกษตรกรเลยว่าใช้ไปแล้วเท่าไร ทั้งที่มีจำนวนเกษตรกร 2.8 แสนครัวเรือน แต่มีที่ดินเสื่อมโทรมไปเพราะไม่มีระบบ ไม่มีการอนุรักษ์ จริง ๆ แล้วจะเหลือ 30 ล้านไร่เท่านั้น ภาครัฐต้องจัดระเบียบที่ดิน น้ำ ป่าไม้ ควบคู่ เนื่องจากพื้นที่ที่ดินมีเท่าเดิม แต่การบริโภคกลับมีมากขึ้น อีกทั้งสังคมสูงอายุ “ageing society” ส่งผลให้ในอนาคตเกษตรกรไทยจะเหลือเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น ดังนั้นรัฐต้องวางแผนพัฒนาภาคเกษตรโดยให้เทคโนโลยีนวัตกรรมมาปรับใช้ให้เข้ากับสังคมปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ ส.ป.ก.

ผนึกมหาวิทยาลัยปั้นนวัตกรรม

ดังนั้นล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) จึงได้หารือถึงการขออนุญาตใช้ที่ดิน เพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่น ๆ ในเขต ส.ป.ก. โดยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสร้างสถานีวิจัย ศูนย์พัฒนาอาชีพและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยจะใช้เวลา 1 เดือนในการสร้างแบบแผนเป็นโมเดลการปฏิรูปที่ดินโดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมจากสถาบันการศึกษาร่วมกับเกษตรกรพัฒนาเชิงพื้นที่

“ใครจะเข้าไปตั้งศูนย์วิจัยควรจะคิดถึงเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินด้วย เกษตรกรต้องได้ประโยชน์ ที่สำคัญคือเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก.ควรจะได้รับประโยชน์จากงานวิจัยด้วย และประเด็นปัญหาเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ควรจะเป็นหัวข้อวิจัยเพื่อพัฒนาเกษตรกร โดยสองมหาวิทยาลัยสร้างโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม ม.เกษตรฯต้องเน้นวิจัยพืชไร่และมันสำปะหลัง จากอดีตที่เน้นวิจัยพืชเชิงเดี่ยว ปรับพื้นที่แหล่งน้ำ เกษตรผสมผสาน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นของกรมป่าไม้ จึงได้ให้ ส.ป.ก.ไปศึกษาร่วมกัน 1 เดือนต้องเห็นแผน ต้องเข้าไปอยู่ปีงบประมาณหน้าให้ได้”

จัดระเบียบกองทุน ส.ป.ก.

ดร.วิวัฒน์กล่าวอีกว่า สำหรับกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 3,500 ล้านบาท จะปรับการบริหาร ปรับโครงสร้างทั้งบุคลากรและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้มีศักยภาพมากขึ้น เนื่องจากในอดีตการขอใช้กองทุนยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประกอบกับบุคลากรที่มีเพียง 140 คน เป็นเพียงลูกจ้างประจำ การแบ่งงานไม่ชัดเจนทำให้ล่าช้า จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการบริหารใหม่ให้เหมาะสม ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้นำเงินกองทุนไปพัฒนาศักยภาพพื้นที่การผลิต โครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 36/2559 นำไปซื้อที่ดิน ค่ารังวัด ค่าภาษีบำรุงท้องที่

“ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เราต้องมีคณะกรรมการที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ คาดว่าภายใน 1 เดือนจะได้เห็น ‘แผนการปฏิรูปภาคการเกษตรในพื้นที่ ส.ป.ก.’ และปรับ ‘กฎหมาย’ เนื่องจากบางข้อล้าสมัยมาก เช่น เป็นพื้นที่ทับซ้อนป่าไม้ ทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปไม่ได้หรือช้ามาก และปรับบุคลากรให้มีความ prominent (โดดเด่น) และถาวรกว่านี้ ให้คนที่มีความสามารถเข้าไปเป็นคณะกรรมการกองทุน เมื่อปรับแล้วก็ต้องปรับเป้าหมาย ปรับวิธีการให้กองทุนโตขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น บุคคลต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือจำนวนคนต้องเปลี่ยน และระบบดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน (KPI) จะต้องชัดเจนเป็น OKR วัดความสำเร็จเชิงคุณภาพกับสังคมใหม่ ยุคปัจจุบัน อะไรที่สามารถทำได้ก็ทำเลย สมมติว่า 80% ไม่ต้องแก้กฎหมาย เดือนหน้าแผนต้องออกมาชัดเจน และผมจะเร่งงานโดยขอดูเอง ถ้าผมไม่เชี่ยวชาญก็จะไปปรึกษาเพื่อนที่อยู่แบงก์ชาติบ้าง หรือผู้มีศักยภาพมาช่วยกันคิดวางแผน”

 ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 ก.ค. 2561

เนื้อหาอื่นๆ...

  1. สินเชื่อกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร : ปัญหากับดักหนี้
  2. ไพสิฐ พาณิชย์กุล: หัวใจของกฎหมายอยู่ที่ความยุติธรรม
  3. “น้ำตาลโตนด” วิถีเกษตรเชิงนิเวศภาคกลาง คุณค่าที่มากกว่าความหวาน
  4. เปิดแผนซูเปอร์ประชานิยม ‘พลังประชารัฐ’ รับเลือกตั้ง
  5. ไม่กล้าออกภาษีที่ดินเพราะกลัวคนรวยเดือดร้อน
  6. ‘น้ำตา(ล)อ้อย’ หวานหรือขม ? ภายใต้ปม ม.44
  7. 'เอ็นนู' ชี้กฎกระทรวง นำ 'ไม้เศรษฐกิจ' ค้ำเงินกู้ให้เฉพาะกลุ่มวิสาหกิจ-สหกรณ์
  8. 10 ปี 3 รัฐบาลทุ่มงบกว่า 1.3 ล้านล้านแก้ปัญหาเกษตรกรหรือหวังผลทางการเมือง
  9. บทพิสูจน์ “การตลาดนำการผลิต”
  10. ตลาดเกษตรอินทรีย์ในสหภาพยุโรป

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้776
เมื่อวานนี้915
สัปดาห์นี้3677
เดือนนี้15146
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 796358
Visitor IP : 54.36.149.63 16 สิงหาคม 2561

มี 38 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์