บทความ

ถอดบทเรียนร้อยปี ดันข้าวไทย"โตแกร่ง"

100yearsofThaiRice

 

เปิดเส้นทาง 100 ปีข้าวไทย บนวังวนการเมืองแทรกฉุดโตเปราะบาง แม้ขึ้นชื่อผู้ส่งออกข้าวอันดับต้นโลก ในยุคผ่านสู่“ศตวรรษใหม่ "กูรู"ระดมสมอง ฟันธง ช่วยข้าวไทยต้องพ้นบ่วงการเมือง ปั้นแบรนด์สู่พรีเมียม ก่อนสายเกินแก้..!!

 

ข้าวเป็นสินค้าเกษตรหลักของไทยที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรไทยกว่า 67 ล้านคน 

ความที่ข้าวเกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก ที่สำคัญเป็นคนที่มีรายได้น้อย จึงมักเป็นสินค้าที่ถูกนำไปผูกโยงนโยบายบริหารจัดการ เพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่เท่านั้นข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยมายาวนานร้อยปี 

 
เรียกว่า สินค้าข้าวฟันฝ่ามาหลายวิกฤติทางเศรษฐกิจ และการเมือง ! ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจต้นน้ำ-ปลายน้ำ ตั้งแต่ ชาวนา โรงสี พ่อค้า ผู้ส่งออก และผู้บริโภค

ทว่า จนถึงปัจจุบันข้าวไทยยัง“คงยืนหยัด”เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในตลาดข้าวโลก (เคยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ปัจจุบันคือ ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก)  

ในจัดงานเสวนา ร้อยปีที่ฟันฝ่า ร้อยปีแห่งตำนานส่งออกข้าวไทย” ที่จัดโดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กูรูในวงการข้าวได้บอกเล่าถึง จุดเปลี่ยน” ของวงการข้าวไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ข้าวไทยว่า “ข้าว” ถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญตั้งแต่สมัยอยุธยา มีการบันทึกไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่าไทยค้าขายข้าวกับจีน จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1-2 ก็ยังค้าขายข้าวกับจีน จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 4 ยังมีบันทึกประวัติศาสตร์ก็เกี่ยวกับข้าว โดยการค้าขายข้าวยังเป็นระบบค้าเสรี 

จนกระทั่งมาถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐรวบอำนาจในการผูกขาดการส่งออกข้าวไว้ถึง 3-4 ปี จนทำต่อไม่ไหวจึงเปิดให้เอกชนส่งออกต่อในระบบโควต้า ต้องขอใบอนุญาต (License) เป็นผู้ส่งออกข้าว

“การค้าข้าวไม่ได้สวยหรู ปัญหามากมายทั้งการจำกัดโควตา สำรองข้าว และเก็บค่าข้าวพรีเมี่ยมจากผู้ส่งออก”

กระทั่งปี 2512 มีการเปิดตัวข้าวไม่ไวแสง ขยายฤดูกาลทำนาจากปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 3 ครั้ง กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในการเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวในตลาดอย่างก้าวกระโดด

ตั้งแต่นั้นมาราคาข้าวก็ตกมาตลอด เพราะตลาดเป็นของผู้ซื้อกำหนดราคา เมื่อการผลิตมีมากกว่าความต้องการ โดยในช่วงปี ปี 2551 เป็นยุคราคาข้าวแพง ประเทศที่เป็นคู่แข่งค้าข้าวงดส่งออก เช่น เวียดนาม และอินเดีย

ปี 2554 รัฐบาลเข้าใจว่าไทยเป็นผู้กุมราคาข้าวได้ฐานที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก จึงกวาดข้าวมาไว้หน้าตัก เพื่อผูกขาดโดยรัฐอีกครั้ง เพหวังดันราคาข้าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ !! ดร.สมพร เชื่อเช่นนั้น 

ปี 2557 ผลจากการเก็บกวาดสต็อกมาเก็บไว้ในโกดังข้าวในการดูแลของรัฐ ทำให้ไทยต้องแบกสต็อกข้าวไว้ถึง 30 ล้านตัน จนต้องใช้เวลาก3 ปีกว่าจะปลดล็อกสต็อกข้าวไทยในปี 2560

นี่เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ต้องรู้ตัวว่า "ประเทศไทยไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาดข้าวโลก แม้จะมีส่วนแบ่งทางการตลาด 24% แต่ทั่วโลกมีข้าวหลากหลายสายพันธุ์ และหลายชนิดเป็นทางเลือก 

แผนการดันราคาข้าวในปี 2554 จึงล้มไม่เป็นท่า

ขณะที่นักวิชาการผู้ที่ทำวิจัยเรื่องข้าว อย่าง รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นถึงวังวนปัญหาข้าวไทยขึ้น-ลงตลอดช่วง 100 ปีว่า “ข้าว”เป็นสินค้าการเมือง ! 

ที่ผ่านมาจึงบริหารจัดการด้วยกลไกทางการเมือง ที่มีความซับซ้อนกว่ากลไกทางเศรษฐศาสตร์ บนหลักการประสานผลประโยชน์ทุกฝ่าย

“ความยุ่งยากซับซ้อนในวงการข้าว เพราะการเมืองซับซ้อนมากกว่า ในการรักษาสมดุลของผลประโยชน์ทั้งนักการเมือง และวงราชการ”

เขายังแบ่งยุคเปลี่ยนผ่านวงการข้าวไทย เป็น 5 ยุคในช่วงกว่า 100 ปีที่ผ่านมา

1.ยุคแทรกแซงตลาดส่งออก ยุคค้าข้าวเสรีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 4 จนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีการแทรกแซงตลาด ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน กดราคาข้าว เพื่อดูแลข้าราชการที่มีเงินเดือนน้อย ทำให้ชาวนาถูกกดราคาข้าว เกิดปัญหาการทุจริต

2.ยุคประชาธิปไตย หลัง 6 ต.ค. 2519 รัฐบาลเข้ามากุมอำนาจ ในการสำรองข้าวสาร มีการบังคับซื้อและขายข้าวโดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) หน่วยงานดูแลข้าว โดยรัฐมนตรีในยุคนั้นได้ทำประกันราคาข้าวโดยไม่ใช้เงินกองทุน แต่กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ 4,500 ล้านบาท ผลที่ตามมาก็คือ “ขาดทุนมโหฬาร”

3.ยุคประชาธิปไตยเต็มใบ มีการประกันราคาข้าวโดยพึ่งพาโรงสีเป็นกลไก เพราะเป็นหัวคะแนนในการช่วยหาเสียงในพื้นที่

4.ประชานิยม ยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ให้บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริเทรดดิ้ง เป็นเครื่องมือสร้างกลไกผูกขาดตลาดรับจำนำข้าวแล้วนำมาบริหารจัดการเพียงรายเดียว จนเข้าสู่ของยุคนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ยังคงใช้นโยบายจำนำข้าวในแบบเดียวกันกับผู้พี่ แต่หนักกว่าด้วยการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดแบบไม่จำกัดปริมาณ

ทำให้รัฐขาดทุนจากโครงการนี้กว่า 6 แสนล้านบาท เกิดการทุจริตจากการขายข้าวมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท 

นี่คือผลผลิตของการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทางการเมืองนำ !

5.ยุคคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เป็นยุคของการเร่งระบายข้าวในสต็อกกว่า 30 ล้านตัน ที่เหมือนเป็นพันธนาการ เพราะถูกผู้ซื้อต่างประเทศกดราคาข้าวไทยมาตลอด เพราะรู้ว่าไทยแบกสต็อกข้าวไว้จำนวนมาก 

ภายหลังระบายสต็อกจนหมด จึงเกิดการ นับหนึ่ง” ในการวางยุทธศาสตร์ข้าวไทย

ทว่า การวางยุทธศาสตร์ยังไม่เป็นรูปธรรม เพราะยังขัดขาตัวเอง แม้ยุทธศาสตร์ต้องการจะลดผลผลิตข้าว เพื่อดันราคาขึ้น และเน้นเพิ่มคุณภาพข้าว แต่ขณะเดียวกัน กลับมีนโยบายจำนำยุ้งฉางมาอุ้มเกษตรกรอีกรอบ

นักเศรษฐศาสตร์ สรุปถึงการเปลี่ยนผ่านวังวนข้าวไทย ยุคว่า ล้วนมีการเมืองแทรกแซง เพียงเพื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม บางยุคผลประโยชน์ตกอยู่ในมือโรงสี บางยุคอุ้มผู้ส่งออก นักการเมือง สุดท้ายตลาดข้าวไทยก็เจ็บตัวไปตามกัน

สำทับจาก อภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ที่นั่งกำกับดูแลการระบายข้าว 3 ปี จึงเกลี้ยงสต็อก เมื่อราคาข้าวต้องอิงการผลิตและความต้องการของโลก ทำให้บางช่วงต้องยอมขายขาดทุน

การผลิตและความต้องการ ถือเป็นผู้กำหนดราคาข้าวที่แท้จริง เป็นมือที่มองไม่เห็น ที่ไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ผลผลิตแต่ละปีได้

ส่วนมือที่มองเห็นที่กำหนดราคาข้าวคือ “รัฐบาล” ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเข้ามาแทรกแซงราคาในประเทศ ผ่านการรับจำนำราคาสูง 

เธอเปรียบว่า บทบาทภาครัฐในความจริงเหมือนกับการมีลูกหลายคน ที่จะต้องเกลี่ยผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องในวงการข้าวให้สมดุล ตั้งแต่ เกษตรกร โรงสี พ่อค้าข้าว และผู้บริโภค ให้อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งในความเป็นจริงเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ข้าวเปลือกราคาแพง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ดี และทำให้ข้าวสารราคาถูกเพื่อให้ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน 

ด้าน วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า พ่อค้าข้าว และผู้ส่งออกข้าวไทย ตกเป็นจำเลยสังคมเพราะถูกมองว่ากดราคาข้าวมาตลอด 

แต่ในความจริงกลไกกำหนดราคาไม่ใช่ผู้ส่งออก ที่เป็นผู้ตั้งราคา แต่เกิดจากการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย ที่จะไปเซอร์เวย์เจรจากับผู้ซื้อในตลาดก่อนว่าหากราคา 430 ดอลลาร์ต่อตัน (FOB) ซึ่งแปลงเป็นเงินบาท ราคารับซื้อข้าวเปลือกที่ 8,500 บาทต่อตัน หากเกษตรกรไม่ขาย ก็ต้องกลับไปตกลงราคาใหม่กับผู้ค้าขยับขึ้นเป็นราคา 435 ดอลลาร์ต่อตัน เป็นต้น 

โดยสถานการณ์ราคาในแต่ละช่วงไม่มีใครกำหนดได้แม้แต่ผู้ซื้อและผู้ขาย แต่มีตัวเลขในใจภายหลังคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละคน ช่วงไหนที่เงินบาทแข็งอย่างรวดเร็วพ่อค้าขายข้าวก็ต้องยอมรับผลขาดทุน

นี่คือความจริงของสถานการณ์ราคาข้าวไทยและในตลาดโลกในยุคที่ผ่านมา

--------------------------------------

ปลดล็อกวังวนข้าวไทย สู่ ศตวรรษที่2”

หลังจาก 100 ปีแรกข้าวไทย กลับไปกลับมาระหว่างยุคเสรี และยุคผูกขาด รวมถึงการอุดหนุนโดยการประกันราคาหรือรับจำนำ ข้าวไทยจึงเติบโตบนฐานที่เปราะบางโดยอิงประโยชน์ทางการเมือง บางครั้งเอียงไปเข้าข้างทางเกษตรกร บางช่วงโรงสี และผู้ค้าข้าว

ทั้ง 4 กูรู จึงนำเสนอแนวคิดปลดล็อกวังวนข้าวในปัญหาเดิมซ้ำไปมา สู่การค้าข้าวในมิติใหม่ที่เติบโตยั่งยืน มีกำไรทั้งซัพพลายเชน 

อภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่า ไทยเป็นประเทศที่ผลิตข้าวได้หลากหลายชนิดตามที่ตลาดต้องการ มีทั้งข้าวขาว ข้าวพื้นนิ่ม ข้าวหอมมะลิ สำหรับกลุ่มพรีเมี่ยม และข้าวสีสำหรับคนรักสุขภาพ

เทรนด์การรับประทานข้าวในปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มหันมาทานข้าวหอมมะลิมากขึ้น เพราะคนมีรายได้มากขึ้น ก็ทานข้าวกลุ่มพรีเมี่ยมมากขึ้น

การเดินสู่ตลาดข้าวพรีเมียมจึงถือว่า “ถูกทาง” โดยมุ่งไปสู่การยกระดับคุณภาพข้าว แทนการแข่งขันราคากับข้าวขาว

“อนาคตต้องผลิตข้าวคุณภาพ และหลากหลายป้อนตลาด นโยบายมีส่วนสำคัญที่ทำให้เดินถูกทาง ตัดสินใจให้ชัดเจนไม่เห็นประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม”

สิ่งสำคัญที่สุดคือก่อนกำหนดนโยบาย ต้องรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่เกษตรกร โรงสี ผู้ค้าข้าว และผู้ส่งออก มาฟังปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ข้าวยังคงเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ของไทยต่อไป

ด้าน วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า บทบาทของรัฐบาล ไม่ควรมายุ่งกับ "ราคาข้าว" เพราะไม่ใช่หน้าที่รัฐ และปัจจุบันราคาข้าวถือว่าดีดตัวขึ้นสูงมากตามความต้องการของตลาด เป็นผลมาจากสต็อกข้าวที่หายไป

“ราคาข้าวดีอยู่แล้ว ซึ่งกำหนดโดยคนสองฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย ที่สูงไปก็ขายไม่ได้ ต่ำไปชาวนาก็ไม่ปลูกข้าว เป็นกลไกที่ดูแลผลประโยชน์ให้ยุติธรรมและลงตัวในระยะยาวที่สุด”

สิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรมีหน้าที่เข้ามาช่วยดูแล เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของข้าวไทย ได้แก่ การช่วยหาหนทางลดต้นทุนการเพาะปลูกและลงทุนด้านระบบขนส่ง รวมถึงพัฒนาพันธุ์ข้าว ให้เหมาะสมกับความต้องการตลาด

โอกาสทางการตลาดที่เห็นชัดในปัจจุบันคือ ตลาดจีนมีประชากรเกือบ 1,400 ล้านคน เป็นตลาดที่ใหญ่ ซึ่งจีนกำลังประสบปัญหาไม่ทานข้าวที่ตัวเองปลูก เพราะเชื่อว่ามีสารเคมีปนเปื้อน ที่สำคัญที่สุด จีนกำลังต้องการสำรองข้าวในปริมาณมาก เพื่อป้องกันภัยแล้ง ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ จนปัจจุบันหลายพื้นที่ในจีนไม่สามารถปลูกข้าวได้

“คนจีนไม่สนใจกินข้าวที่ตัวเองปลูกเพราะบางพื้นที่ปลูกโดยใช้เคมี ทำให้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ มีเคมีผสม ข้าวในมณฑลยูนนานจึงขายข้ามมณฑลไม่ได้”

ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งน้ำ ภัยแล้ง และสารเคมีปนเปื้อน เป็นโอกาสที่จะนำข้าวจากไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนจีนมีฐานะร่ำรวย มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงนิยมกินข้าวหอมมะลิ มากขึ้น

ภาครัฐจึงต้องเข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ ให้เพียงพอกับความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันกับปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีความหอมเพิ่มขึ้น

ขณะที่ รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ มองว่า ก้าวสู่การพัฒนาเกษตรยุค 4.0 เทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาสินค้าเกษตรให้ก้าวหน้า เช่นเดียวกันกับ จีนและอินเดียที่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวไฮบริด

ตลาดพันธุ์ข้าวพื้นนิ่ม เป็นเทรนด์ความต้องการโลกที่ไทยมีโอกาสมหาศาล เมื่อความต้องการสูงขึ้นหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจดีขึ้น มีรายได้สูงขึ้นก็หันมาทานข้าวนิ่มเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดแอฟริกา และจีน รวมถึงเอเชียในหลายประเทศ รวมไปถึงข้าวหอมมะลิ คนเปลี่ยนพฤติกรรมทานมากขึ้น จนความต้องการสูงขึ้น ราคาข้าวหอมมะลิขยับไปถึง1,200 ดอลลาร์ต่อตัน

สำหรับกลุ่มประทเศที่ปลูกข้าวหอมมะลิ มีเพียง 3 ประเทศที่ผลิตได้ คือ กัมพูชา เวียดนาม และไทย ความต้องการจึงสูงขึ้นหากเทียบกับกำลังการผลิต และขีดแข่งขันของประเทศเหล่านี้ยังตามไทย

รวมไปถึงตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ กลุ่มข้าวเฉดสี กำลังขยายตัว ข้อมูลปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวเฉดสีต่างๆ ถึง 10,000 ตัน เป็นโอกาสที่จะขยายไปตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มุ่งเน้นคุณค่าทางโภชนาการ

ไทยไม่ควรลงไปแข่งขันกับข้าวพื้นแข็งที่การแข่งขันสูง สู้กันด้วยราคาต่ำเป็นหลัก

ปรากฎการณ์ที่จีนเก็บสต็อกข้าวเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านตันเป็น 90 ล้านตัน ยังสะท้อนได้ว่าจีนต้องการข้าวมาเก็บไว้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร เพื่อเตรียมการรับมือวิกฤติทางธรรมชาติที่ไม่แน่นอน ผลผลิตในอนาคตอาจจะน้อยลง รวมไปถึงการเตรียมการรับมือกับภัยหนาวเย็นที่ยาวนานขึ้น น้ำน้อย และภัยแล้ง

ด้าน รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกรนักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า หน้าที่รัฐบาลต้องส่งเสริมเรื่องใหญ่เป็นหลัก คือการยกระดับข้าวพื้นนิ่ม ซึ่งเป็นประโยชน์กับเกษตรกรทั้งในด้านของการขายข้าวได้ราคา และเทรนด์ตลาดกำลังมีความต้องการสูงมาก

จุดแข็งสำหรับข้าวไทย คือมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่ง รวมไปถึงเอกชนมีความเข้มแข็ง มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ เริ่มก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรมากขึ้น

สำหรับอุปสรรคคือ เกษตรกรในไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย อายุเฉลี่ยมากว่า 50 ปี และพ่อค้า เกษตรกรบางกลุ่มยังอิงอยู่กับการเมือง เป็นปัญหาที่ทำให้ไทยยังหลุดไม่พ้นวังวนปัญหา

ในยุคที่ข้าวไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ตั้งแต่ต้นทุนทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น จึงควรนำผลวิจัยเข้ามาประกอบการตัดสินใจ เพราะสิ่งที่ภาครัฐยังขาดคือ “ข้อมูล”ที่สอดคล้องกับความจริง เพื่อมาประกอบการตัดสินใจและกำหนดนโยบายได้ตรงจุด

“ข้อมูลผลผลิต และตลาดยังคลาดเคลื่อนไม่รู้แน่นอนว่าเท่าไหร่ มีเพียงจำนวนที่คาดคะเน ดังนั้นจึงควรลงทุนด้านเทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับปรุงระบบข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อมาใช้ตัดสินใจในการกำหนดนโยบายได้ตรงกับความจริง”

------------------------------------

เปิดแนวรบ..ชิงตลาดพื้นนิ่มเวียดนาม

  ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เผยถึงโอกาสของตลาดข้าวพื้นนิ่มที่เติบโตขึ้นทุกปี จนติดตลาด ทำให้เวียดนามส่งออกไปในจีนรวมถึง 4 ล้านตันจากนำเข้าข้าวในจีนปีละ 6 ล้านตัน 

โดยเวียดนามส่งออกข้าวพื้นนิ่มถึง 1ล้านตัน จนตลาดข้าวพื้นนิ่มเป็นที่ต้องการของลูกค้าชาวจีนถามหา แล้วลามไปยังประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์

เวียดนามเริ่มส่งออกข้าวพื้นนิ่มในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากหลักหมื่นตันขยับมาเป็น 1 แสน และเริ่มชัดเจนว่า มีตลาดใหญ่ขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ไทยเสียโอกาส และยังเข้าชิงตลาดข้าวขาวของไทยที่ไม่ได้ส่งออกไปจีน มีเพียงการส่งออกข้าวหอมมะลิ หลักแสนตัน

“เหตุที่ต้องผลักดันข้าวขาวพื้นนิ่ม จากที่เราไม่เคยสนใจเซ็กเมนท์นี้ เดิมเราส่งออกข้าว 3 ประเภท คือ ข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวนึ่ง และข้าวหอมมะลิ โดยข้าวขาวขายรวมกันไม่เคยแยกพื้นแข็งและพื้นนิ่มทำให้ไทยเสียเซ็กเมนท์นี้ไปให้กับเวียดนามที่พัฒนาได้เร็วมาก จนได้รับความนิยม ลูกค้า ให้รู้สึกว่าหากส่งออกยั่งยืนต้องเปลี่ยนรูปแบบแยกเซ็กเมนท์ให้หลากหลาย มีข้าวพื้นนิ่มด้วย”

ปัจจุบันราคาข้าวขาวทั่วไปอยู่ที่ 400 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้าวขาวพื้นนิ่มของเวียดนามอยู่ที่ 500 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนตลาดข้าวหอมของไทยก็มีราคาสูงกว่าข้าวขาวสูงมาก โดยข้าวหอมปทุมอยู่ที่ 700-800 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนข้าวหอมมะลิของไทยราคาอยู่ที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อตัน

นี่คือช่องว่างทางราคาที่ทำให้ข้าวไทยต้องเสียเซ็กเมนท์ข้าวขาวพื้นนิ่มให้กับเวียดนามในราคาที่ยอมจ่ายแพงกว่าข้าวขาวเล็กน้อย แต่ได้ข้าวนิ่มกว่า โดยกลยุทธ์การทำตลาดของเวียดนาม ก็ส่งผลดันราคาข้าวขาวเวียดนามขยับขึ้นมาราคาเท่ากับข้าวขาวไทย จากเดิมที่ราคาถูกกว่าไทย 30-50 ดอลลาร์ต่อตัน

ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าว ได้หารือกับภาครัฐ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ให้วางแผนส่งเสริมตลาดข้าวพื้นนิ่มตั้งแต่พันธุ์ข้าวจนถึงการส่งเสริมการตลาดอย่างจริงจัง เพราะเป็นตลาดใหญ่ หากเทียบกับตลาดข้าวสี และตลาดข้าวหอมมะลิ ตลาดข้าวพื้นนิ่มมีความต้องการสูง และเติบโต จึงควรรุกเข้าไปชิงตลาดอย่างจริงจัง ก่อนเวียดนามครองตลาดไปจนตามไม่ทัน

ข้าวขาวพื้นนิ่มเป็นเซ็กเมนท์ที่ต้องเริ่มผลักดันอย่างจริงจังเป็นโอกาสในการขายได้ถึงปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน

“เรามีธนาคารพันธุ์ข้าวอยู่แล้ว และปลูกอยู่แล้วแต่ยังไม่แยกเซ็กเมนท์ หรือบางพันธุ์ต้องไปทดลองปลูกซึ่งมีรายการข้าวพันธุ์พื้นนิ่มที่น่าส่งเสริมไปสู้กับเวียดนามประมาณ 4-5 พันธุ์ คือ ข้าวพันธ์กข,59, พันธ์กข.21, พันธุ์กข.77 และพันธุ์กข. 79 ซึ่งต้องทดลองปลูก เพื่อดูปริมาณผลผลิตและความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์แล้วจึงเลือกพันธุ์ที่จะนำไปแนะนำให้เกษตรกรปลูกอย่างจริงจังเพื่อสร้างโอกาสในการทำตลาด”

สำหรับแผนการรุกตลาดนั้น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะเริ่มเดินทางไปตลาดโดยนำพันธุ์ข้าวพื้นิ่มของไทยไปจัดโปรโมททดลองชิมในปลายปีนี้ เพื่อแนะนำให้ลูกค้าที่ซื้อข้าวหอมมะลิเดิมรู้จักก่อนขยายไปยังตลาดลูกค้าอื่นๆ คาดว่าปีหน้าจะเริ่มจำหน่ายได้หลักแสนตัน และขยายเป็น 1 ล้านตันภายใน 5 ปี

ลูกค้าจีนไม่ซื้อข้าวขาวจากไทยเลย ซื้อแต่ข้าวหอม จึงต้องใช้เวลาในการแนะนำข้าวพื้นนิ่มจากไทยให้เป็นที่รู้จัก ในขณะที่เวียดนามติดตลาดในจีนอยู่แล้ว แต่ก็ยังดีกว่ายังไม่เริ่ม หลังเข้าไปทำตลาดและเห็นของจริงแล้วซึ่งเราเห็นดีมานด์แล้วแต่ก็ขอดูของจริง จึงรู้การตอบรับตลาดและกลับมาทำแผนกลยุทธ์การพัฒนาตลาดข้าวพื้นนิ่มอย่างเป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมร่วมกันทั้งระบบกับภาครัฐ

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 มิ.ย. 2561
ผู้เขียน : ประกายดาว แบ่งสันเทียะ

"แทรกแซงราคา"ตัวชี้วัด"ตลาด"ข้าวไทย

RiceSubsidy

 

อดีตสู่ปัจจุบันตัวชี้วัด"ตลาด"ข้าวไทย "แทรกแซงราคา"ตัวแปรสำคัญที่สุด          

เป็นที่รับรู้กันดีในวงการข้าวว่านโยบายระบายสต็อกข้าวกว่า 30 ล้านตันของรัฐบาล ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงในการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มสดใสดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ไทยส่งออกข้าวได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ปริมาณ 11.63 ล้านตัน และปี 2561 ไทยมีเป้าหมายการส่งออกข้าวที่ปริมาณ 10 ล้านตัน มูลค่า 4,525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 158,000 ล้านบาท โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 นี้ ไทยสามารถส่งออกข้าวได้สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ปริมาณ 3.31 ล้านตัน แซงหน้าประเทศคู่แข่งอย่าง อินเดีย เวียดนามและปากีสถาน 

"แทรกแซงราคา"ตัวชี้วัด"ตลาด"ข้าวไทย

"แทรกแซงราคา"ตัวชี้วัด"ตลาด"ข้าวไทย

 “ข้อดีของรัฐบาลนี้ก็คือขายข้าวในคลังออกไปเกือบ 30 ล้านตัน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะทำให้ตัวพันธนาการราคาข้าวไทยหมดไป ตราบใดที่ข้าวอยู่ในมือรัฐบาลราคาข้าวไทยไม่มีวันสูงได้เลย ผู้ซื้อในต่างประเทศเขารู้ว่าสต็อกของรัฐบาลมีเอาไว้ขายไม่ได้เอาไว้เพื่อบริโภค ต่างจากจีนเขามีสต็อกอยู่ 100 ล้านตัน แต่เอาไว้บริโภคในประเทศ จึงไม่มีผลต่อราคาในตลาดโลก”

     ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้เหตุผลว่าทำไมราคาข้าวไทยจึงตกต่ำไม่สามารถส่งออกได้ในระหว่างการเสวนาหัวข้อ “ร้อยปีที่ฟันฝ่า ร้อยปีแห่งตำนานส่งออกข้าวไทย” ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี  โดยฉายภาพรวมให้เห็นตลาดข้าวไทยในแง่เศรษฐศาสตร์อธิบายง่ายมาก แต่ในแง่การเมืองกลับยุ่งยากมาก  อนาคตข้าวไทยจะเป็นอย่างไรจะต้องเข้าใจนโยบายข้าวของรัฐบาลให้แจ่มชัด  เนื่องจากนโยบายเรื่องข้าวของรัฐบาลจะเป็นการประสานผลประโยชน์ระหว่างชาวนากับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งการประสานผลประโยชน์นั้นจะใช้เครื่องมือการตลาดไม่ได้จะต้องใช้เครื่องมือเดียวคือเครื่องมือการเมือง 

    “การเมืองเท่านั้นที่จะประสานผลประโยชน์ได้ แต่การเมืองมันซับซ้อนมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจเรื่องข้าวจะต้องเข้าใจนโยบายรัฐบาล เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องเข้าใจ”

   ดร.นิพนธ์ ย้อนอดีตในยุคการค้าข้าวเสรีตั้งแต่ปี 1851 หรือสมัยรัชกาลที่ 4 จนมาถึงสงคามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะมาสู่ยุคแทรกแซงตลาดหลังสงครามโลก ซึ่งการค้าข้าวยุคนี้รัฐบาลไม่มีปัญญาทำเองต้องอาศัยพ่อค้า ส่งผลทำให้มีการทุจริตกันอย่างมโหฬาร รัฐบาลจึงได้ใช้เครื่องมือสำคัญคือการกำหนดโควตาการส่งออกและจัดเก็บพรีเมียมข้าว  จากนั้นก็มาถึงยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน จึงให้ความสำคัญกับโรงสี  เนื่องจากเจ้าของโรงสีส่วนใหญ่เป็นหัวคะแนนของนักการเมืองในพื้นที่จึงมีผลต่อคะแนนเสียง ซึ่งเครื่องมือสำคัญในยุคนี้คือการสำรองตลาด การบังคับซื้อในราคาถูกและเป็นยุคเริ่มต้นของการประกันราคา ก่อนจะเข้าสู่ยุคประชานิยมอย่างเต็มตัวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

  “จริงๆ แล้ว นโยบายจำนำข้าวเกิดขึ้นสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่เป็นการจำนำยุ้งฉางราคาต่ำกว่าตลาด พอมายุค ทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนเป็นประกันราคาแต่ว่าใช้จำนำข้าวราคาสูงกว่าตลาด แต่จำกัดปริมาณ  พอ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่จำกัด อันนี้ทุจริตมโหฬาร โครงการใช้เงินไปเกือบ 1 ล้านล้าน ขาดทุนไป 6 แสนกว่าล้าน เป็นการทุจริตระบายข้าวที่อยู่ในอำนาจนักการเมืองถึง 1 แสนล้าน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการเมืองมันเข้ามายู่งอยู่ตลอดเวลา” นักวิชาการเกียรติคุณเผย

    ขณะที่ วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยแนะรัฐบาลไม่ควรเข้ามายุ่งในเรื่องราคา ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดโลก แต่ควรมุ่งพัฒนาระบบขนส่งที่สะดวกรวดเร็วและที่สำคัญส่งเสริมและสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร  เมื่อมีต้นทุนการผลิตต่ำ ชาวนาก็ขายข้าวได้ราคา ผู้ส่งออกก็สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ การวิจัยและพัฒนาหาพันธุ์ใหม่ๆ ตรงความต้องการของตลาดโลกก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เรามีเวทีในตลาดโลก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากเกษตรกรมีพื้นที่ทำนาน้อย ไม่สามารถมีกำไรได้ ถึงแม้ต้นทุนการผลิตจะต่ำและให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงก็ตาม

     “ราคาตกขอให้ต้นทุนต่ำ ไม่แพงกว่าชาวโลกที่แข่งกับเรา เราก็อยู่ได้ แต่ที่เกษตรกรอยู่ไม่ได้ไม่ใช่เพราะราคาไม่ดี แต่มีพื้นที่ทำนาน้อย บางคนเหลือแค่ 10 กว่าไร่ ต่อให้มีกำไร 100 เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ไม่ได้ เพราะที่ดินน้อยเกินไป แต่พ่อค้าอย่างผมมีกำไร 1 เปอร์เซ็นต์ก็อยู่สบาย แต่ยังไงก็อย่าไปแทรกแซงราคา” วิชัยกล่าวย้ำ

นอกจากนี้ยังมองว่าน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตข้าว หากขาดน้ำหรือมีระบบชลประทานไม่ดีก็ไม่สามารถผลิตข้าวได้อย่างเพียงพอ โดยยกตัวอย่างประเทศจีนที่ปัจจุบันนี้กำลังขาดแคลนน้ำอย่างหนัก จนบางพื้นที่หรือบางมณฑลไม่สามารถผลิตข้าวได้ มิหนำซ้ำการปลูกข้าวในประเทศจีนยังปนเปื้อนสารเคมีอย่างรุนแรง ทำให้คนจีนเริ่มหันมานิยมบริโภคข้าวที่ปลูกจากประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ หากรัฐบาลมองเห็นปัญหาเหล่านี้ก็สามารถเจาะตลาดข้าวในจีนได้ ขณะเดียวกันแม้จีนจะปลูกข้าวได้ในปริมาณมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศที่มีจำนวนประชากรมากถึง 1,500 ล้านคน

"แทรกแซงราคา"ตัวชี้วัด"ตลาด"ข้าวไทย

   “ประเทศเราโชคดีมากอยู่ทางใต้จีน  เขามีประชากร 1,500 ล้าน สตางค์เยอะ เศรษฐกิจใหญ่ เราต้องศึกษาว่าทำไมเขาไม่อยากจะกินข้าวของเขา เพราะข้าวของเขาเต็มไปด้วยสารเคมี ข้าวที่ปลูกที่หูหนานไปขายมณฑลอื่นเขาไม่ซื้อแล้วนะครับ เพราะมีสารเคมีปนเปื้อนในเนื้อข้าว  น้ำในประเทศจีนก็เริ่มขาดแคลน อย่างแม่น้ำหวงเหอ แม่น้ำสายใหญ่อยู่ทางเหนือของประเทศแต่ละปีมีน้ำไหลไม่ถึงทะเลประมาณ 230 วัน เขาต้องขุดคลองส่งน้ำจากแยงซีเกียงทางตอนใต้ไปให้ทางเหนือ ถ้าเราเห็นอย่างนี้แล้วก็เป็นโอกาสของประเทศไทย” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยให้มุมมอง

    อภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าในเรื่องของกลไกราคาข้าวรัฐบาลทำเองเดี่ยวๆ ไม่ได้ต้องอาศัยภาคเอกชน โดยรัฐบาลเป็นแค่ผู้ออกนโยบาย หน้าที่ของรัฐบาลต้องดูความเหมาะสมเพื่อสร้างความสมดุลให้ทุกฝ่าย พ่อค้าอยู่ได้ เกษตรกรอยู่ได้ ซึ่งบางครั้งรัฐบาลอาจเข้าไปล้วงลูกมากเกินไปเพื่อความหวังดีแต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรได้   

    “เป็นรัฐบาลเหมือนมีลูกหลายคน ต้องยอมรับว่าการทำให้ข้าวสารถูก ข้าวเปลือกแพง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างข้าวหอมมะลิเป็นไฮไลท์ของข้าวไทย ปลูกได้ปีละครั้ง ผู้บริโภคหลายประเทศไม่ว่าจีน ยุโรป อเมริกา ต้องการมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ราคาถูก  ยืนยันได้เลยตอนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ตอนนั้นราคาข้าวตกต่ำมาก จะทำยังไงคุณต้องกำจัดข้าวในสต็อกออกไปให้หมด ทำให้เห็นว่า 2 ปีที่ทำลายสต็อกหมด ราคาข้าวสูงเองเลย ไม่ต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราตอนนี้ดูว่าตลาดต้องการอะไรก็สนับสนุนอันนั้นในสิ่งที่ตลาดต้องการ” อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สรุปทิ้งท้าย 

 100 ปีสมาคมเตรียมจัดใหญ่พลัง “ประชารัฐ” ข้าว 

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเปิดตัวโครงการ “100 ปีแห่งความภาคภูมิใจ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย” เนื่องในโอกาสฉลองปีที่ 100 ของสมาคม เดินหน้าขับเคลื่อน 4 มิติแห่งการพัฒนา “เพื่อข้าว–ชาวนา–การค้า–และประชาสังคม” ร่วมกับภาครัฐและเอกชน พร้อมเตรียมจัดงานฉลองยิ่งใหญ่และหลากหลายกิจกรรมพิเศษต่อเนื่องตลอดปี

 ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวระหว่างเป็นประธานในการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “100 ปีแห่งความภาคภูมิใจ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย” โดยระบุว่าสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันข้าวไทยให้ก้าวไกลจนได้รับความสำเร็จในตลาดโลกในฐานะผู้นำด้านการผลิตและส่งออกข้าว โดยเป็นสมาคมการค้าที่ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย จากวันแรกจนวันนี้สมาคมยังคงทำหน้าที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมการค้าข้าวของประเทศ ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน นำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจ สร้างโอกาสแก่ผู้ผลิตและพี่น้องเกษตรกรไทย

“ตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษที่ผ่านมา สมาคมมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนอย่างเด่นชัดผ่านบทบาทของสมาคมในโครงการสำคัญต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็น 4 มิติแห่งการขับเคลื่อนพัฒนา "เพื่อข้าว–ชาวนา–การค้า–และประชาสังคม" โดยสมาคมได้ริเริ่มและดำเนินการส่งเสริมภาพลักษณ์ ยกระดับข้าวไทยให้เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมผลักดันข้าวหอมมะลิไทยในเวทีการประกวดข้าวโลก "The World’s Best Rice Award" จนสามารถคว้าแชมป์ข้าวที่ดีที่สุดในโลกมาครองถึง 5 สมัย รวมถึงล่าสุดในปี 2560"

  นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุอีกว่า ที่ผ่านมาสมาคมได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางลงพื้นที่เพาะปลูกข้าวในแต่ละฤดูการเพาะปลูกเพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกันอย่างใกล้ชิด หรือการให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงการดำเนินการภายใต้ “โครงการประชารัฐ” เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรชาวนาไทย โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการก่อสร้างท่อส่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรได้มีน้ำใช้เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ตลอดจนการจัดซื้อรถเกี่ยวนวดข้าวและสนับสนุนเงินช่วยเหลือค่าบริการรถเกี่ยวนวดข้าวแก่ชาวนา โดยปัจจุบันการดำเนินการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ถึง 12 จังหวัด

   ทั้งนี้เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการก่อตั้งในปี 2561 นี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะจัดให้มีกิจกรรมพิเศษเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกรชาวนา ประชาสังคม ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “พลังประชารัฐพัฒนาข้าวไทย”

  โดยการร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมเพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของเกษตรกรด้านการตลาด บูรณาการร่วมกันในทุกมิติ พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรใน 8 จังหวัดแหล่งผลิตข้าวสำคัญของไทยเพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตที่ตรงความต้องการของตลาดโลกและเตรียม “กิจกรรมฉลองครบรอบ 100 ปี สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย” ในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเชิญชวนบุคลากรผู้เกี่ยวข้องคนสำคัญในวงการข้าวจากทั่วโลกมาร่วมด้วย รวมถึงผู้ที่มีคุณูปการต่อสมาคมและวงการข้าวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยไปต่างประเทศ ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ และร่วมกับภาครัฐขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนานนับแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2461 ภายใต้ชื่อ “สมาคมค้าข้าวสยาม” มาจนถึงปัจจุบันที่จะครบรอบ 100 ปี ในปลายปี 2561 นี้

ที่มา : คมชัดลึก วันที่ 4 มิ.ย. 2561

เกษตรกรอเมริกา ชีวิตนี้ไม่มีแค่ลมลวง

AmericanFarmer

 

บ้านฉันที่อเมริกา อยู่ที่เมืองแมดิสัน รัฐวิสคอนซิน อยู่ในภาคที่เขาเรียกกันว่า mid-west หรือตอนกลางของภาคตะวันตก แต่เวลาคุยกับใคร ฉันจะบอกง่ายๆ ว่า มันอยู่ตอนบนๆ ของแผนที่อเมริกา อยู่ไปทางใกล้ประเทศแคนาดา แบบนี้จะเห็นภาพง่ายกว่าสำหรับคนไม่เคยไป

วิสคอนซิน เป็นรัฐเกษตรกรรม ด้วยว่าดินดี น้ำดี มีทะเลสาบมากมายเก็บกักน้ำไว้ให้ใช้ เขาเรียกว่าเป็นรัฐแห่งสี่หมื่นทะเลสาบ ตัวเลขชัดเจนจะเท่าไรนั้น ไม่รู้แน่ ฉันก็แย่ไม่รู้จักถามไถ่ให้ถ่องแท้ แต่ก็คงประมาณว่ามันมีมากมายเหลือคณา ซึ่งอันนี้ฉันยืนยัน

เอาแค่บ้านที่ฉันอยู่ ก็มีทะเลสาบประกบหน้าหลัง ที่มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ออกไปไม่ไกลก็มีทะเลสาบเป็นของตนเอง ให้นักศึกษาได้ใช้แล่นเรือ แข่งเรือ ตกปลา และนั่งทอดหุ่ยอย่างมีความสุข

วิสคอนซิน เป็นรัฐเกษตรกรรม เพื่อนฉันล้อว่าเป็นรัฐวัวรัฐควาย คือมีแต่วัว (หามีควายไม่ อันนี้เพื่อนเว่อร์) แต่ชื่อเล่นอย่างเป็นทางการของวิสคอนซิน คือ Dairy State หรือรัฐนมรัฐเนย คือเขาเลี้ยงวัวมาก ทั้งวัวเนื้อ วัวนม ดังนั้น เขาจึงเป็นรัฐที่ผลิตน้ำนม และเนื้อวัวมาก

ประสาบ้านนอกคอกตื้อ ประสารัฐเกษตรกรรม วิสคอนซินก็จะถูกล้อมากมายหลายฉายาหน่อย อีกเรื่องที่ถูกล้อมากคือ เขาว่า วิสคอนซิน มีวัวมากกว่าคน อันนี้ก็ไม่จริงหรอก เว่อร์ไป แต่วัวมีมากไหมอันนี้ก็จริง

ส่วนที่เขาล้อนิวซีแลนด์มีแกะมากกว่าคนนั่น มีคนยืนยันว่าจริงนะ เขายืนยันกันมา ฉันไม่เกี่ยว

พอมีนมมีเนยมาก มีเนื้อวัวสดๆ ใหม่ๆ คุณภาพดีมาก คนวิสคอนซิน ก็เหมือนคนฮอกไกโดที่ญี่ปุ่น คือจะไม่ไปกินนมกินเนื้อที่อื่นอีก เพราะบ้านตัวเองนั้นมีนมมีเนื้อชั้นเลิศของโลกแล้ว

ฉันก็ติดนิสัยนั้นมาเหนียวแน่น เมื่อได้กินนมวิสคอนซิน เฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยของฉัน คือ University of Wisconsin at Madison ผลิตนมเอง ผลิตชีสเอง มีเนื้อสเต๊กขายเอง มีไอศกรีมเป็นของตนเอง มากมาย อร่อย และถูก ฉันกินจนชินแล้วฉันก็ไม่คิดจะไปกินของพวกนี้ที่ไหนอีก

บ้านฉันอยู่ใกล้ศาลาว่าการรัฐ (เมืองหลวงของรัฐ อยู่ที่ มิลวอล์กี้ ขับรถไปอีกราว 2 ชั่วโมง แต่ศาลาว่าการดันมาอยู่แมดิสัน เข้าใจว่าเพราะเป็นเมืองมหาวิทยาลัย จะเพราะอะไรก็ตาม ฉันขอบคุณและชอบใจ)

ลานโดยรอบศาลาว่าการนี่เองที่จะมีตลาดนัด ที่เรียกกันว่า Farmers Market ทุกวันเสาร์ ไม่เคยได้ขาด จนช่วงที่หนาวจัดจนคนไม่อยากกระดิกกระเดี้ยนั่นแหละ เขาจึงจะหยุด แต่ก็หยุดอยู่ราวเดือนสองเดือน ช่วงที่หิมะตกหนักทั้งวันทั้งคืน ทับถมหนาหลายฟุต เดินทางไปไหนมาไหนลำบากเท่านั้น

พอหิมะละลายเขาก็ออกมาทำมาหากินค้าขายกันใหม่

ทุกเสาร์ฉันจะเดินตลาดอย่างมีความสุข ชิมนมชิมเนยที่เขาเอามาให้ชิมจนอิ่มหนำ แล้วซื้อผักสดๆ ผลไม้สดๆ กลับบ้าน บ้านฉันอยู่ในทำเลทองอย่างแท้จริงนะจะบอกให้ นอกจากเดินไม่กี่ก้าวถึงตลาดนัด และถึงศาลาว่าการแล้ว เดินต่ออีกนิดหนึ่งก็ถึงมหาวิทยาลัย วันไหนอากาศดีๆ ฉันจะเดินไปมหาวิทยาลัย จะนั่งรถเฉพาะช่วงที่หิมะลงหนักๆ เท่านั้น

เขาให้ความสำคัญกับเกษตรกรมาก ให้ใช้พื้นที่ลานรอบศาลาว่าการที่สวยงามมาก ไว้เป็นที่จัดตลาดนัด เขาไม่ได้รังเกียจอี๊อ๊ากลัวว่าจะสกปรก เพราะเขาถือว่าที่ตรงนั้นเป็นของประชาชน และพ่อค้าแม่ขายเกษตรกรของเขาก็ค้าขายกันมีระเบียบและสะอาดดี

 

คนม้ง ซึ่งอพยพไปจากทางตอนเหนือของลาวเมื่อ 40 ปีก่อน ไปตั้งหลักแหล่งที่วิสคอนซิน และรัฐใกล้เคียง ก็จะเอาผักที่ตัวเองปลูกมาขายเช่นกัน ผักเมืองร้อนที่เราคุ้นเคยอย่าง มะเขือเปราะ พริกขี้หนู หาซื้อได้จากคนม้งเหล่านี้

ผักสด ผลไม้สด ปลาสด เนื้อสด หมูสด ดอกไม้สด ข้าวโพดสด ขายด้วยตัวเกษตรกรเอง ทั้งสดทั้งราคาถูก เกษตรกรอเมริกาก็เหมือนเกษตรกรไทยและทั่วโลก คือเป็นมิตรและไม่คิดเอากำไรมากมาย บางทีฉันรู้สึกว่าเขากำหนดราคาขายโดยไม่ได้คิดค่าแรงตัวเอง ค่าน้ำมันขับรถมาจากฟาร์ม เพราะมันถูกมากมาย

อย่าง มะเขือเทศ นี่เขาจะขายเป็นตะกร้า ตะกร้าจะเหรียญหรือราว 30 บาท ข้าวโพดฝักละเหรียญ ชีสหอมมันถุงละ 5 เหรียญ ปลาแซลมอนรมควัน ถุงละ 5 เหรียญ เหล่านี้ฉันสามารถเก็บไว้กินได้จนวันที่มีตลาดนัดครั้งต่อไป

ค่าครองชีพที่แมดิสันจึงถูกมาก ต่ำกว่าชิคาโกที่อยู่ห่างไปราว 200 กิโลเมตรเกือบครึ่ง ต่ำกว่านิวยอร์กเป็นเท่าตัว อันนี้ฉันลองมาหมดทุกเมืองแล้วจึงยืนยัน

นอกจากให้พื้นที่รอบศาลาว่าการที่งามสง่ามาจัดตลาดนัดแล้ว ช่วงหน้าหนาวซึ่งไม่อาจค้าขายกลางแจ้งได้อีกต่อไป เพราะหิมะจะตกหนัก เขายังให้พื้นที่ในศูนย์ประชุมที่สวยเลอค่า ปูพรมทั้งอาคาร สำหรับให้เกษตรกรขนผลผลิตเข้าไปขายโดยไม่คิดค่าเช่า ฉันไม่เห็นเขารังเกียจรังงอนหวงพรมของเขาจะเปียกจะสกปรก

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เกษตรกรเหล่านั้นก็เป็นเจ้าของศูนย์ประชุมเลอค่านั้นเหมือนกัน

ศูนย์ประชุมเลอค่าไม่ได้มีไว้จัดการประชุมหรูหราเท่านั้น เขามีกิจกรรมให้คนของเขาตลอด แต่ละเดือนเขาจะจัดดนตรี จัดฉายหนังให้ดูฟรี ทุกเช้ามีครูมาสอนโยคะ ใครใคร่เรียนเรียน ไม่คิดเงิน ไม่มาจุกจิกจู้จี้อะไรทั้งสิ้น แถมสอนในจุดที่หันหน้าเข้าหาทะเลสาบ (หนึ่งในสี่หมื่น) เป็นจุดที่สวยที่สุด เป็นพื้นที่ที่หากจะขายก็จะขายได้แพงที่สุด

แต่เขาเอามาให้เกษตรกรขายผัก และให้คนเล่นโยคะโดยไม่เสียดาย เพราะเขารู้สึกว่าทั้งหมดเป็นของเกษตรกร และประชาชนธรรมดา ที่เป็นกระดูกสันหลัง เป็นลมหายใจของรัฐ

ไม่ใช่พูดอวยชวนปลื้ม แต่ไม่เคยชายตาแล เหมือนที่เราทำกับเกษตรกรยากจนที่เมืองไทย

 ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 3 มิ.ย. 2561

 ผู้เขียน : กรรณิกา เพชรแก้ว

 

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้697
เมื่อวานนี้820
สัปดาห์นี้2209
เดือนนี้17136
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 740321
Visitor IP : 54.36.148.254 20 มิถุนายน 2561

มี 36 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์