คนจนกับคดีโลกร้อน

 

คนจนกับคดีโลกร้อน

แนวคิดการคิดค่าเสียหายฐานทำให้โลกร้อนถูกนำมาใช้และได้มีการดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายกับเกษตรกร ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 อย่างต่อเนื่อง ด้วยสูตรคำนวณที่นำมาใช้เป็นค่าปรับจากแบบจำลองที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียด คือ

 1. ทำให้ธาตุอาหารในดินสูญหายคิดเป็นมูลค่า 4,064 บาทต่อไร่ต่อปี

2. ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาทต่อไร่ต่อปี    

3. ทำให้สูญเสียน้ำออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของดวงอาทิตย์ 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี

4. ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี

 5. ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี 

6. ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 บาทต่อไร่ต่อปี

7. มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่า 3 ชนิด

สถิติจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย การคิดค่าเสียหายคดีความทางแพ่งในข้อหาทำให้โลกร้อนที่ฟ้องร้องกับชาวบ้านทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 34 ราย รวมค่าปรับอีกกว่า 12 ล้านบาท จึงเป็นคำถามในแง่มุมทางวิชาการและกระบวนการยุติธรรมว่า การคิดค่าเสียหายในคดีโลกร้อน ตามแบบจำลองข้างต้นนี้ มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ รวมถึงปัญหาด้านคดีความกับประชาชนที่ยังชีพด้วยการเกษตรแบบดั้งเดิม 'ยุติธรรม' หรือไม่

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ที่ปรึกษาศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (รี คอฟ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐ ทรัพยากรป่าไม้ การดำรงอยู่ของชุมชน ในฐานะนักวิชาการด้านป่าไม้คนแรกของเมืองไทย ที่มุ่งเน้นการศึกษาความสัมพันธ์ของชุมชนกับป่าไม้

จากการศึกษาวิจัยปัญหาการคิดค่าเสียหายคดีโลกร้อน อดีตคณบดีคณะวนศาสตร์ผู้นี้ มุ่งเน้นประเด็นวิถีชุมชนในเขตป่า กับการสร้างภาวะสมดุลทางสิ่งแวดล้อมตามความถนัด โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนการต่อสู้คดีโลกร้อนของชาวบ้าน นำข้อมูลผลการศึกษาไปใช้อธิบายต่อสู้ทางคดีความในชั้นศาลกับเกษตร และเพื่อทำความเข้าใจกับสังคมในเรื่องวิถีการผลิตและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างยั่งยืนของชุมชนที่สัมพันธ์กับเรื่องภาวะโลกร้อน

สถานการณ์โลกร้อนในเมืองไทยมาเกี่ยวโยงกับคดีโลกร้อนอย่างไร

กระแสการรณรงค์เรื่องโลกร้อนในบ้านเราเกิดขึ้นมาหลายปีจากผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นทุกปี อาทิ น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม สถานการณ์ดังกล่าว ภาครัฐได้รณรงค์ส่งเสริมให้คนปลูกต้นไม้ อนุรักษ์รักษาป่า เพราะป่าไม้จะช่วยกักเก็บและดูดซับคาร์บอน ไม่ให้เกิดสภาวะเรือนกระจก และส่งเสริมให้ประชาชนใช้สอยประโยชน์จากป่าไม้อย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะในประเทศเอเชียอาคเนย์และประเทศไทยที่มีการทำลายป่าอย่างครึกโครมทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ภาครัฐจึงมีแนวทางควบคุมไม่ให้คาร์บอนถูกปล่อยขึ้นสูชั้นบรรยากาศ พร้อมๆ การอนุรักษ์ต้นไม้ให้คงอยู่คู่กับป่าก็เป็นแนวทางในการลดผลกระทบจากภาวะการ เปลี่ยนแปลงอากาศ

การดำเนินคดีโลกร้อน เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

คดีความโลกร้อนเกิดขึ้นมาประมาณ 3-4 ปี มาแล้ว โดยมีการฟ้องร้องมาก่อนบ้างแล้ว แต่สังคมโดยทั่วไป ก็ไม่ค่อยรู้ ขณะนี้มีการนำข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผยมากขึ้น และก็มีส่วนที่ชาวบ้านไม่ได้ออกมาเรียกร้องอีกจำนวนมาก ปัญหาที่สำคัญระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐคือสิทธิในที่ดินทำกิน โดยรัฐไม่สามารถขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ได้

ผมคิดว่ารัฐโดยเฉพาะกรมอุทยานฯ พยายามบีบบังคับทุกวิถีทางให้คนออกจากป่า ซึ่งแนวทางนี้ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะได้พื้นที่ป่าไม้กลับมา เพิ่มพื้นที่การปลูกป่า เพื่อจะไปรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ หรือจากกรณีที่ชาวบ้านเคยจะทำไร่หมุนเวียนอยู่ 7 ปี ก็บีบบังคับพวกเขาให้ปยังถูกปล่อยไว้อย่างนี้ ดังที่ในหลวงทรงถามว่า ป่ารุกคนหรือคนรุกป่า มันไม่เคยได้รับการแก้ไข

สูตรคำนวณค่าเสียหายของกรมอุทยานฯ มีที่มาอย่างไร

ทางกระทรวงที่ดูแลเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมีฐานคำนวณถึงคุณค่าของป่าไม้ที่ถูกทำลาย ผลกระทบของการทำให้น้ำธาตุอาหารสูญหายไปตามดินและอากาศที่ร้อนขึ้น คนที่คิดสูตรเหล่านี้ย่อมมีความตั้งใจทำให้ผู้บริหารเห็นว่า ป่าไม้มีบทบาทในทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงการมีช่องทางในการหาเงินงบประมาณแผ่นดินเข้ามาช่วยอนุรักษ์ป่า การปลูกป่าในประเทศไทย

แต่การคำนวณความเสียหายทางแพ่ง การบังคับทางคดีของกรมอุทยานฯ ได้มีส่วนในการเข้าไปจับกุมประชาชน โดยเฉพาะคนที่ทำมาหากินอยู่ในป่า ชาวไร่ชาวเขาที่ทำไร่หมุนเวียน คนคิดกับคนที่อยู่ในป่า เป็นคนละกลุ่มกัน แต่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้ทั่วประเทศ อย่างเช่น เกษตรกรทำสวนยางพารามานับ 40-50 ปี ซึ่งในวิถีการทำเกษตรจะต้องมีการตัดไม้ยาง เพื่อเปลี่ยนยางพาราสายพันธุ์ที่ดีขึ้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตพวกเขา แต่นำโมเดลคิดค่าเสียหายการเผาป่าไปคำนวณกับเกษตรกรเป็นหน่วยต่อไร่ ต่อปี

เราก็ตั้งข้อสงสัยไว้ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้ใช้สูตรคิดค่าเสียหายเหล่านี้กับเกษตรกรอย่างเป็นธรรมแล้วหรือไม่ ทำไมพวกนายทุนที่บุกรุกทำลายป่า ทำรีสอร์ต มีอยู่เยอะแยะ หน่วยงานราชการ่เหล่านี้เคยไปจับกุมคนเหล่านี้บ้างหรือไม่ ที่อ่าวพังงา นายทุนบุกรุกป่าต้นไม้ ส่งผลให้ป่าถูกทำลายจำนวนมาก มีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ แต่ก็ไม่มีการเข้าไปในพื้นที่ กรณีการระเบิดหิน การเข้าไปสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่า เมื่อเจ้าหน้าที่ยึดคืนมา ได้คิดค่าเสียหายกับป่าในลักษณะนี้บ้างหรือไม่ ที่สำคัญคือ แบบจำลองที่ใช้คำนวณค่าเสียหายนี้ไม่ถูกต้อง

สูตรคำนวณนี้ ไม่ถูกต้องอย่างไร

คนที่คิดสูตรนี้พยายามคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์ หลักการคิดมูลค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจะชี้ให้เห็นคุณค่าความสำคัญของป่าไม้ แต่การคำนวณบางอย่างก็ไม่ถูกต้อง อย่างเช่น ข้อมูลการสูญเสียธาตุอาหารในดิน แบบทดลองพิจารณาจากสถานีทดลองทำแปลง โดยเก็บตัวอย่างดินที่ไม่มีต้นไม้เลย ทำเป็นแปลง กำจัดต้นหญ้าไม้ออกไปจนหมด แล้วยกคันขึ้นมาเพื่อตัดต้นไม้ เอาสังกะสีฝังลงไปในดิน เมื่อฝนตกลงมาก็ตกใส่ถัง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับดินที่อยู่ในป่า ซึ่งมันมีความแตกต่างจากพื้นที่เกษตรกรรมจริงอยู่มาก เพราะในพื้นที่เกษตรกรรมมีพืชคลุมดิน มีต้นหญ็า ต้นข้าว ฟาง มันไม่โล่งแบบในแปลงทดลอง แล้วจะนำไปเปรียบเทียบกัน แล้วคำนวณเป็นความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

เมื่อเอาโมเดลของแปลงทดลองมาเปรียบเทียบกับที่ดินเกษตรกร แปลงทดลองซึ่งไม่มีการปลูก หรือทำอะไรเลยกับดิน ไม่มีวิถีการปฏิบัติของชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านทำให้ดินพังทลายตามโมเดลของกรมอุทยานฯ ชาวบ้านคงทำกินไม่ได้มาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว เป็นตรรกะคิดแบบง่ายๆ

ขณะเดียวกันจากแบบจำลองที่นำมาคิดมูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่า โดยคิดจากต้นไม้ที่อยู่ในป่า ซึ่งเติบโตปีละ 6 คิวบิก หรือลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ต่อปี ซึ่งข้อมูลนี้ไม่ถูกต้อง เท่ากับการคิดเป็นเฮกตาร์ หรือราวๆ 36 คิวบิก แต่จากข้อมูลของผมที่เคยวิจัย พบว่า ป่าในประเทศไทยไม่ได้เติบโตมากขนาดนั้น เป็นตัวเลขที่ผิด ต้นไม้ในประเทศจะเติบโตประมาณ 1-2 คิวบิกเมตร ต่อไร่ต่อปี หรือการคำนวณที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ต้นไม้เติบโตปีละ 1.8 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ต่อปี ขณะที่แบบจำลองของกรมอุทยานฯ คำนวณสูงไปถึง 6 ลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับคำนวณเกินไปถึง 13 เท่าจากความเป็นจริง

การดำเนินคดี บางรายมีค่าปรับเป็นล้านบาท พวกเขาต่อสู้คดีอย่างไร

บางแห่งหรือหลายพื้นที่ชาวบ้านก็พยายามจะไกล่เกลี่ย ยอมรับผิดเสีย หรือยอมเสียค่าปรับ เพื่อที่จะไม่ต้องออกจากป่า บางกรณีที่ไม่มีเงินที่รวมค่าปรับเป็นแสนเป็นล้านก็เป็นปัญหา และต้องต่อสู้ เพราะพวกเขาแทบจะไม่มีทางหาเงินล้านมาจ่ายค่าปรับ

ที่บ้านห้วยระหงส์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่อาจารย์เข้าไปศึกษาคดีโลกร้อนกระทบต่อชาวบ้านอย่างไร

ชาวบ้านคงไม่มีเงินจ่าย (หัวเราะ) ที่สำคัญในการเข้าไปศึกษา ผมสนใจไปดูวิถีชีวิต การปฏิบัติของพวกเขาในการเพาะปลูกพืชเพื่อดำรงชีพ เช่น การปลูกข้าวโพด เขาก็พยายามที่จะทำให้ดินสมบูรณ์ โดยการใช้วิธีไถกลบ หรือเอาตอซังข้าวไปไถกลบกับดิน เพื่อให้ดินมีอินทรียวัตถุ เศษพืช เศษใบไม้ ให้มันคลุกเคล้ากับดินเพื่อที่จะดูดซับน้ำได้ดีขึ้น น้ำจะได้ไม่ระเหย แล้วซึมลงไปสู่ดิน ซึ่งวิธีการเหล่านี้รัฐไม่ได้คำนึงถึง เพราะในทางการเกษตรแล้ว ถือว่าดินจะพังทลายได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่การปฏิบัติของเกษตรกรที่มีวิธี การปลูกพืช ดูแลดิน รักษาอินทรียวัตถุในดิน

กรณีปัญหาส่วนใหญ่เกิดกับชาวบ้านที่อยู่ในเขตอุทยานฯ หรือไม่

อยู่ใกล้กับเขตอุทยานฯ ผมคิดว่า พื้นที่บางแห่ง ชาวบ้านมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งที่ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่นั้นมานาน ก่อนการประกาศเขตป่าอุทยานฯ และป่าอนุรักษ์ทับซ้อนกับพื้นที่ที่ดินทำกินของชาวบ้าน ปัญหาดังกล่าวยังไม่มีสะสางซึ่งต้องพิสูจน์ว่าเขาอยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน หรือไม่ และเมื่อผนวกกับคดีความที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้อง ก็ยิ่งทำให้พวกเขาเดือดร้อน

อย่างกรณีการเผาป่าของชาวบ้าน มันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

ส่วนหนึ่งของการเผาป่า เกิดจากการปลูกพืชหมุนเวียน เกษตรกรเขาถางป่าเพื่อที่จะปลูกข้าว แล้วปล่อยให้มันฟื้นตัวปลูกทิ้งไว้ก็เป็นป่าใหม่ ทำหมุนเวียนไปนับจากปีที่ 1-2-3-4- เรื่อยไปจนถึงปีที่ 7 ต้นไม้ก็เริ่มใหญ่ขึ้น เขาก็ไปตัดแล้วเผาอีก หมุนเวียนกันอย่างนี้ราว 7 ปี ถางป่าเสร็จก็จะมีคาร์บอนเป็นควันไฟขึ้นมา ในปีที่ 1 ก็จะเริ่มดูดซับ

ดังนั้นการทำไร่หมุนเวียนไม่ได้ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะเมื่อตัดแปลงนี้แล้วก็ปล่อยขึ้นไป ปีที่ 1 ปีที่ 2 ก็ดูดซับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การฟื้นฟูดินจะฟื้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปีที่ 7 ป่าไม้และดินจะอุดมสมบูรณ์ขึ้นเหมือนเดิมอย่างแน่นอน เป็นผลการศึกษาเมื่อ 50 ปี มาแล้ว ซึ่งชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาที่บ้านป่าแป๋ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะฉะนั้น ชาวบ้านไม่ต้องใส่ปุ๋ย ดินก็จะฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ ธาตุอาหารก็จะได้จากเผาต้นไม้จากที่ตัดออกมา และธาตุอาหารบางอย่างก็จะเพิ่มตามเวลา โดยเฉพาะฟอสฟอรัสและโปรตัสเซี่ยมจากที่ชาวบ้านเขาเผาไร่

ส่วนไนโตรเจนในปุ๋ยที่สูญเสียไป ไนเตรทได้มาจากแบคทีเรียและการเกิดฟ้าผ่า ทำให้เกิดก๊าซในตราออกไซด์ ต้นไม้ก็ดูดกลับมาที่ดิน ก็หมุนเวียนสกันอย่างนี้จนครบ 7 ปี ทำให้ธาตุอาหารฟื้นคืนเท่าเดิม ไร่หมุนเวียนแบบนี้ทำกันในเกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะในเมืองร้อนเป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างยั่งยืน ที่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ หากเกษตรกรหนึ่งคน คนละ 3 ไร่   7 ปี ใช้ที่ดินเพียง 21 ไร่เท่านั้น เปรียบเทียบไม่ได้กับการใช้ป่าของนายทุนที่มีการใช้สารเคมี

จากการนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ธาตุอาหาร ฟอสฟอรัสเท่าเดิม เพราะฉะนั้น การผลิตข้าวไร่หมุนเวียน เป็นการผลิตไร้มลพิษ (clean production) ที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเลย แต่ทางการไปบีบให้การปลูกไร่หมุนเวียนเหลือ 3 ปี ซึ่งทำให้วัชพืช หญ้าขึ้นเต็มไปหมด ดินก็ฟื้นตัวไม่ทัน ทำให้ต้องซื้อปุ๋ยและยาฆ่ามาใช้ ทำให้ต้องเป็นหนี้สินกันเยอะแยะ ทั้งที่ธรรมชาติมันสามารถปรับเปลี่ยนหมุนเวียนของมันเองได้ ไม่อย่างนั้นคนเหล่านี้จะเรียนรู้อยู่กับธรรมชาติมานับพันปีได้อย่างไร

ข้อเสนอตามงานวิจัยจะเป็นข้อโต้แย้งทางวิชาการและช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างไรบ้าง

จากการทำงานวิจัยได้พยายามเก็บข้อมูล ในส่วนของชาวบ้านจะนำไปใช้ในการต่อสู้เกี่ยวกับเรื่องโมเดลเรื่องค่าเสียหาย การวิเคราะห์การสูญเสียธาตุในดิน ซึ่งชาวบ้านก็เพิ่งส่งข้อมูลมาให้ เพื่อให้ผมช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดิว่าเกิดความสูญเสียตามที่กรมอุทยานฯ ได้ฟ้องร้องไว้หรือไม่

ชาวบ้านต้องมีความรู้ที่จะมาใช้ในการต่อสู้

ผมก็คิดว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ ที่ชาวบ้านจะต่อสู้ มันเป็นพลังอำนาจของประชาชน ผมมองว่าต่อไปชาวบ้านเก็บข้อมูลของตัวเองได้ ชาวบ้านได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เพราะว่าในอนาคตข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ในสังคมไทย เราได้เตรียมความพร้อม คือไมต้องเก่งเท่ากับราชการ แต่รู้จักเก็บข้อมูลพื้นฐาน ชาวบ้านเรียนรู้ที่จะเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ ส่งมาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บ้าง หรือมหาวิทยาลับแม่โจ้บ้าง ก็ทำให้เขาเรียนรู้ จากการดูข้อมูลง่ายๆ ว่าปีหนึ่งต้นไม้เติบโตปีละเท่าไหร่ ชาวบ้านก็วัดได้ ไม้ต้องเป็นนักวิชาการ ข้อมูลที่อุทยานฯ บอกว่าต้นไม้เติบโต 6 คิวบิกเมตรต่อไร่ต่อปี ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่เติบโตได้มากขนาดนี้โดยเฉพาะป่าในเขตร้อน

อาจารย์มองปัญหาที่ชาวบ้านต้องเดินมาเรียกร้องสิทธิที่ทำกินอย่างยาวนานอย่างไร

เกษตรกรรายย่อย คนยากคนจน ไร้ที่ทำกิน เขาไม่มีทางเลือกมากนัก แต่ถ้าเป็นคนรวยเมื่อถูกข้อหาบุกรุก เขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่า แต่คนที่หาเช้ากินค่ำ รัฐก็ต้องมีแนวทางเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินที่ชัดเจน ให้ชาวบ้านอยู่กับธรรมชาติ ดูแลรักษาป่าอย่างยั่งยืน แบบนี้ก็จะเป็นทางออกที่ทำให้สองฝ่ายพูดคุยกันได้ และหันมาจัดการร่วมกัน

เมื่อเราพูดถึงสิทธิชุมชน ชาวบ้านก็ต้องเรียกร้อง ถ้าเขาไม่เรียกร้อง ก็ไม่มีใครให้เขาได้ เพราะรัฐย่อมไม่มีทางเห็นความสำคัญ คนเมืองก็ไม่รู้ว่าชุมชนคืออะไร ชาวบ้านก็ตื่นตัวในส่วนที่ตัวเองได้รับผลกระทบ เพราะที่ดินทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คงไม่มีใครอยากสูญเสียไป

ทางออกคือ รัฐต้องดูแลป่าและคนควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะคนที่ยากไร้แร้นแค้น ต้องดูแลเขาเป็นพิเศษ คนเมือง คนธุรกิจ ในกรุงเทพฯ  มี บริษัทใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย บริษัทกาแฟ ชา เป็นบริษัทของต่างชาติทั้งนั้น แต่คนจนในบ้านยังคงต้องเรียกร้องอยู่ที่หน้าทำเนียบฯ

เราต้องขอบคุณคนพวกนี้ คนจนมีคุณูปการกับประเทศไทย ถ้าเขาไม่เรียกร้อง สังคมก็ไม่พัฒนาประชาธิปไตยมาจนถึงวันนี้ เขาต้องออกมาแสดงสิทธิ เพราะสิทธิชุมชนบางอย่างเราเพิ่งมายอมรับกันในรัฐธรรมนูญสายพันธุ์ใหม่ ในปี พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หลาย คนไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องอยู่คืออะไร อย่างเรื่องโฉนดชุมชน ทำไมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน และไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมาขอร้องกันในประเทศไทย ในประเทศอื่นๆ ก็เรียกร้องเรื่องเหล่านี้

ที่สุดแล้ว รัฐก็ต้องให้คนอยู่ร่วมกับป่า

ต้องให้คนในชนบทมีส่วนร่วมในการจัดการดูแลทรัพยากร ในหลายแห่งคนช่วยดูแลรักษาป่า ช่วยลาดตระเวน โดยที่ไม่ต้องไปจ้างเขา เพียงแต่ว่าขอยังชีพด้วยการหาของป่า เก็บหน่อไม้กินบ้างในหน้าฝน เราควรทำให้เขาอยู่อย่างยั่งยืน และสร้างศักยภาพในการอยู่ร่วมกับป่าของพวกเขา เพื่อช่วยกันดูแลทรัพยากรและดูแลสิ่งแวดล้อม

แต่ปัญหาในปัจจุบันคือ รัฐใช้วิธีการบีบคั้นประชาชนด้วยวิธีการใดก็ได้ ทั้งที่เราต้องดูแลคนด้อยโอกาส และดูแลพวกเขาให้มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ให้พวกเขาอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะว่าเขาไม่มีทางเลือกมากนัก สังคมไทยต้องแยกแยะว่า คนไหนจะช่วยกันรักษาป่าไม้ คนไหนเป็นศัตรูกับทรัพยากรธรรมชาติ

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องทำอย่างจริงจัง คือให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากร ไม่ใช่แค่ลมปาก เราพูดเรื่องทุกภาคส่วนด้วย ชาวบ้านชุมชน รัฐด้วย ส่วนใหญ่ภาครัฐของเราจะเป็นมิตรกับภาคอุตสาหกรรม เป็นมิตรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ชาวบ้านคนเล็กคนน้อยรัฐกลับไม่อยากเป็นมิตรด้วย

                                                         รายงานพิเศษ นภาพร แจ่มทับทิม

คัดจากเนชั่นสุดสัปดาห์  ฉบับที่ 980 วันที่ 11 มีนาคม 2554   หน้า 22-23

 

campagn

book

ผู้เข้าชม

วันนี้776
เมื่อวานนี้915
สัปดาห์นี้3677
เดือนนี้15146
เริ่ม พ.ค. 56 จำนวนผู้เข้าชม 796358
Visitor IP : 54.36.149.63 16 สิงหาคม 2561

มี 20 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์